
ปฏิรูปคอร์รัปชั่นต้องเริ่มที่ผู้นำทำได้ตลอดเวลา
คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่มีทุกประเทศในโลก แต่ความแตกต่างของการคอร์รัปชั่นในประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราก็คือว่า การมีกระบวนการที่จะเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ กระบวนการที่ว่านั้นคือ ระบบกระบวนการศาลและกระบวนการที่จะเอาผิดกับผู้ทำผิดคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ที่เชื่อถือได้ เป็นระบบความยุติธรรมที่ใช้ได้กับทุกคน
คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่มีทุกประเทศในโลก แต่ความแตกต่างของการคอร์รัปชั่นในประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราก็คือว่า การมีกระบวนการที่จะเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ กระบวนการที่ว่านั้นคือ ระบบกระบวนการศาลและกระบวนการที่จะเอาผิดกับผู้ทำผิดคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เป็นหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ที่เชื่อถือได้ เป็นระบบความยุติธรรมที่ใช้ได้กับทุกคน
ขณะที่ปัญหาคอร์รัปชั่นที่สะสมในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมยังมีปัญหา
กรณีของไทยคล้ายกับเกาหลีใต้ คือปัญหาคอร์รัปชั่นในระดับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งจากการสำรวจที่เคยทำเกี่ยวกับการไปติดต่อหน่วยงานต่างๆ พบว่า ในช่วง 1015 ปีที่ผ่านมา มีบริการที่ดีขึ้นมาก มีปัญหาเฉพาะบางจุด ในองค์กรภาครัฐที่มีธุรกรรมทางการเงินเป็นจำนวนมากๆ เช่น กรมที่ดิน กรมสรรพากร กรมศุลกากร บางส่วนของตำรวจ และบางส่วนในกระบวนการยุติธรรมด้วย
นอกจากนี้ ผลสำรวจประชากรกลุ่มตัวอย่าง 4,000 ครัวเรือน โดยไม่ถามชื่อ แต่ถามถึงประสบการณ์ขึ้นโรงขึ้นศาล พบว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่ตอบว่าเคยมีประสบการณ์ ตอบว่าได้จ่ายเงินเพื่อจะทำให้คดีเป็นไปตามที่ต้องการ และเมื่อถามว่าเมื่อจ่ายไปแล้วได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่ มากกว่าครึ่งตอบว่าได้
ผลสำรวจนี้ทำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของเรายังมีบางส่วนที่มีปัญหาอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เรื่องใหญ่อีกเรื่องคือปัญหาการให้สินบน โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวพันระหว่างนักการเมือง นักธุรกิจ และข้าราชการ และมักกระจุกตัวอยู่ในบางกระทรวงที่เป็นกระทรวงเกรดเอ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
ปัญหาคอร์รัปชั่นที่โยงนักการเมืองและนักธุรกิจเป็นปัญหาใหญ่ของแทบทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกี่ยวโยงกับขบวนการสะสมทุนของนักธุรกิจและนักการเมือง เพราะนักการเมืองในประเทศกำลังพัฒนามักจะเป็นนักลงทุนด้วย หรือตัวเองไม่ลงทุน แต่ครอบครัวลงทุน และในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังซบเซาทั่วโลกขณะนี้ มีการแข่งขันกันสูงมาก โดยเฉพาะในด้านการก่อสร้าง โครงการขนาดใหญ่มีน้อยลง งบประมาณของรัฐมีน้อยลง ทำให้มีการเสนอสินบนให้กับผู้รับผิดชอบกระบวนการอนุญาตต่างๆ เรียกว่าเป็นขบวนการหารายได้จากคอร์รัปชั่นในประเทศกำลังพัฒนา จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ เพราะแรงจูงใจประโยชน์ที่จะได้นั้นมหาศาลมาก
ดังนั้น ข้อเสนอคือ ต้องทำให้ต้นทุนของการแสวงหาค่าเช่าจากคอร์รัปชั่นสูงขึ้น
ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อ 4050 ปีที่แล้ว สิงคโปร์ในสมัยประธานาธิบดีลีกวนยิวไม่แตกต่างจากไทยเท่าไหร่ เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน มีระบบให้สินบน มีระบบแก๊ง อะไรต่างๆ มากมาย แต่ว่าภายในชั่วอายุคนรุ่นเดียวสามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีความโปร่งใส และลดการติดสินบนได้อย่างมาก
ปัจจุบันในแง่ความโปร่งใส สิงคโปร์อยู่ในอันดับ 5 ของโลก เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย สิ่งหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ทำคือ ไม่ยอมช่วยเพื่อนฝูงที่เป็นรัฐมนตรีเลยเมื่อเกิดกรณีปัญหาคอร์รัปชั่นขึ้น และในชีวิตอดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยิว มีรัฐมนตรี 4 คนที่ถูกข้อหาคอร์รัปชั่น ถูกลงโทษติดคุกและถูกยึดทรัพย์สินด้วย มีคนหนึ่งพยายามจะขอความช่วยเหลือจากลีกวนยิว แต่ว่าไม่สำเร็จ และในที่สุดก็ฆ่าตัวตายก่อนที่จะถูกศาลตัดสิน สิ่งที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์คือ ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความซื่อตรงและความโปร่งใสขึ้นได้ นั่นคือการที่ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินที่ไม่ช่วยพรรคพวก ซึ่งถือว่าสำคัญมาก
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้เราเห็นพ้องกันว่ามีเรื่องอีกมากที่ต้องทำในการปฏิรูป โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชั่น แต่จากประสบการณ์ศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่ปี 2535 หลังรัฐประหารปี 2534 ซึ่งสิ่งที่จุดประกายให้ออกมาทำเรื่องนี้ เพื่อจะตอบคำถามว่าระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง ใครจะคอร์รัปชั่นมากกว่ากัน แล้วมีโอกาสแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในระบบรัฐบาลแบบใดได้ดีกว่ากัน เพราะเงื่อนไขของการรัฐประหารก็เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นเช่นกัน
จากการศึกษาซึ่งได้ย้อนหลังกลับไปดูประสบการณ์ของรัฐบาลในยุคต่างๆ ตั้งแต่สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ข้อมูลในระดับหนึ่งว่า ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีจำนวนเงินที่เกี่ยวโยงกับคอร์รัปชั่นที่นักการเมืองได้ไป ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์นั้นสูงสุด ในสมัยชาติชายน้อยกว่าสมัยจอมพลสฤษดิ์ แต่เราจะมีความรู้เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในสมัยชาติชายมากกว่าสมัยจอมพลสฤษดิ์มาก เพราะว่าสมัยชาติชายเป็นระบบประชาธิปไตยที่สื่อมีอิสรเสรี และเป็นตัวช่วยในการรณรงค์สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นได้มากกว่าสมัยจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งไม่มีใครรู้เลย โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วๆ ไป
อีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการศึกษา จากการได้ไปคุยกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคนหลายกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐแตกต่างกันหรือไม่ ระหว่างเผด็จการแต่งตั้งตัวเองขึ้นมากับสมัยประชาธิปไตย ได้ข้อมูลจากผู้อำนวยการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินท่านหนึ่งว่า ในสมัยประชาธิปไตยยังสามารถไปตรวจสอบหน่วยงานสำคัญๆ รวมทั้งฝ่ายทหารได้ด้วย แต่ในสมัยเผด็จการไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบภาคการเงินของกองทัพได้เลย เพราะติดเงื่อนไขเหตุผลเรื่องความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ในระบบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้กระบวนการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ ผ่านกระบวนการยุติธรรม ผ่านการทำงานของสื่อ ผ่านการทำงานขององค์กรภาคประชาชน แต่ในภาวะที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด จะมีปัญหาเรื่องของการปกปิดข้อมูลมากกว่าแน่นอน
ตอนนี้ต้องทำความเข้าใจว่า เวลาพูดถึงเรื่องปฏิรูปต้องนึกถึงระบบด้วย การนึกถึงแค่ว่าจะเอาคนดีเข้ามานั้นไม่ได้ผลแน่นอน หากระบบเป็นระบบที่ปกปิด กระบวนการปฏิรูปโดยเฉพาะในเรื่องคอร์รัปชั่นจะประสบความสำเร็จในกรอบของรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเท่านั้น และต้องเป็นระบบประชาธิปไตยต่อเนื่อง ไม่ใช่ติดขัดอยู่เรื่อยๆ ด้วยการถูกรัฐประหารเป็นระยะๆ
สำหรับการดำเนินกระบวนการเอาผิดกับนักการเมืองและบุคคลสำคัญในเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น จากที่เคยศึกษาพบว่าดำเนินไปได้ดีมากในช่วงหลังปี พ.ศ. 2540 ที่มีรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ซึ่งมีมาตราต่างๆ ที่เอาผิดกับนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในภาครัฐได้ มีสถาบันต่างๆ เช่น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น มี ป.ป.ช.ที่มีเขี้ยวเล็บมากขึ้น มีศาลพิเศษที่จะมาดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารปี 2549 ทำให้กระบวนการทั้งหมดหยุดชะงัก และมีการถอยหลังเข้าคลอง มีความวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายหลังจากนั้น
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหา ทำให้ไม่สามารถแก้ไขเรื่องของคอร์รัปชั่นได้ และการปฏิวัติหรือการแต่งตั้งอะไรขึ้นมาแต่ละครั้ง เป็นช่องว่างที่ทำให้มีการเปลี่ยนกฎหมายต่างๆ เป็นลักษณะถอยหลังเข้าคลอง ดังนั้นคงมองเห็นแล้วว่าข้อเสนอที่จะให้รัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้งด้วยวิธีการใดก็ตามโดยไม่อิงรัฐธรรมนูญ จะนำไปสู่ช่องว่างทางอำนาจ ซึ่งจะทำให้มีการแก้ไขกฎหมายอีกหลายๆ เรื่องที่จะไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน และจะทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ เพราะปรากฏการณ์หลังปี 2549 ได้แสดงบทเรียนอันนั้นให้แก่เรา
กระบวนการปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ โดยการสร้างวัฒนธรรมความซื่อตรงหรือความโปร่งใส โดยผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน คือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่จะปฏิบัติอะไรออกมาก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตลอดเวลา







