posttoday
แนะรื้อโครงสร้างสื่อลดผูกขาด

แนะรื้อโครงสร้างสื่อลดผูกขาด

14 มีนาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สื่อเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ให้คุณให้โทษในทางการเมืองในแต่ละมิติ ในฐานะที่เป็นผู้นำเสนอและถ่ายทอดข้อมูลหรือข่าวไปยังประชาชนผู้รับสาร วาระการปฏิรูปจึงพุ่งเป้ากลับมาที่สื่อมวลชนอย่างเลี่ยงไม่ได้

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสื่อ สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) มองว่าสิ่งแรกที่ต้องปฏิรูปสื่อคือโครงสร้างความเป็นเจ้าของสื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด ซึ่งจะส่งผลมายังเรื่องที่ 2 คือการกำกับดูแลสื่อ เนื่องจากมาตรการที่มีอยู่นั้นถือว่ายังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถกำกับดูแลด้านจริยธรรมได้อย่างมีผลในทางปฏิบัติ ทำได้เพียงตักเตือน ไม่สามารถลงโทษทางจริยธรรมได้เลย

ขณะเดียวกัน ขณะนี้สื่อในบางอุตสาหกรรม เช่น ด้านบันเทิงประเภทต่างๆ และสื่อสิ่งพิมพ์ ยังไม่มีเรื่องการกำกับดูแลอย่างทั่วถึง เรื่องนี้ควรเป็นเป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการกำกับดูแลให้ครอบคลุมสื่อทุกประเภท นอกเหนือจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดูแลได้เพียงวิทยุและโทรทัศน์

เรื่องที่ 3 คือวัฒนธรรมการทำงานของสื่อ ซึ่งสื่อกำลังตกอยู่ในภาวะการแข่งขันสูง สื่อรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ต้องแข่งขันกัน ต้องการความรวดเร็วในการนำเสนอ จนต้องมีเรื่องของการลอกข่าว แชร์ข่าวกันถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ทำให้ข่าวดูเหมือนๆ กันหมด ขาดความหลากหลายของเนื้อหา สื่อรุ่นใหม่มองว่าข่าวที่เหมือนๆ กันคือไม่ตกข่าว ไม่มองว่าต้องทำข่าวที่ฉีกประเด็นออกไปให้เกิดความแตกต่างที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค

เรื่องที่ 4 การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันมีประสิทธิภาพ วิชาจริยธรรมสื่อที่เคยเรียนกันมาเป็นเรื่องของสื่อยุคเก่าคือยุคหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงสื่อยุคใหม่ๆ อย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งถูกใช้อ้างอิงในสื่อกระแสหลักมากขึ้น ความรับผิดชอบเรื่องความเห็นส่วนตัวในพื้นที่ส่วนตัว ที่ถูกเผยแพร่ไปยังพื้นที่สาธารณะ เป็นประเด็นที่คนทำสื่อต้องคำนึงถึงเมื่อกรณีนี้เริ่มกลายเป็นผลกระทบต่อสังคม

ขณะที่ สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ระบุว่า การปฏิรูปสื่อนั้นควรใช้โอกาสในขณะที่บ้านเมืองกำลังเรียกร้องการปรับระบบต่างๆ ทั้งทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม ระบบสื่อควรสอดคล้องกับสภาวะของสังคมที่จะเปลี่ยนแปลงไป

สุดารัตน์ มองว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปฏิรูปคือภูมิศาสตร์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเปลี่ยนผู้รับสารเป็นผู้ส่งสารที่มีพลังอำนาจมหาศาล สื่อดั้งเดิมที่พึ่งพาเงินโฆษณาอยู่ยากขึ้น เนื่องจากภาวะที่ต้องแย่งชิงเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อใหม่ๆ ที่เข้ามาแบ่งส่วนทางการตลาด ขณะที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงโดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านสื่อมวลชนแบบที่เคยเป็น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความแตกแยก ขัดแย้งทางการเมือง การไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมจากสื่อส่วนกลางที่มีอยู่ นำไปสู่การสร้างช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง และถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ

สุดารัตน์ ระบุว่า สิ่งที่ต้องปฏิรูปแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ประชาชน ในฐานะผู้รับสารและผู้ส่งสาร ต้องมีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีอย่างถูกวิธี มีทักษะความรู้เท่าทันสื่อ บริโภคอย่างมีวิจารณญาณ

2.สื่อ ระบบสื่อและคนทำงานสื่อ ควรนำเสนอเนื้อหาในการสะท้อนความคิดที่แตกต่างกันอย่างสมดุล เป็นธรรม บนข้อเท็จจริงที่ปราศจากอคติ

ทั้งนี้ สื่อเลือกข้างเป็นกลไกธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ เหมือนการแบ่งส่วนทางการตลาด แต่ต้องนำเสนอบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ไม่ละเมิด ทำลาย ทำให้เกิดการเสียหายแก่ผู้อื่น

ขณะเดียวกันต้องแสดงความรับผิดชอบ โดยมีระบบกลไกการควบคุมตนเองที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

นอกจากนี้ วงการสื่อควรพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สภาพแวดล้อม และวิถีทางอาชีพ เพื่อให้สามารถผลิตสื่อได้ดีทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ มีความคิดสร้างสรรค์ภายใต้กรอบคุณธรรม จริยธรรมของสังคมดีงามหมายถึงการมีบทบาทของผู้ประกอบการสื่อ และองค์กรวิชาชีพในการทำงานพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์