
รัฐกระเป๋าตุงจากยึดเงินทักษิณ
รับโอนเงินชินวัตร4.9หมื่นล้าน 7เดือนยอดรายได้8.3แสนล้าน
โพสต์ทูเดย์
— อานิสงส์ยึดทรัพย์ “ทักษิณ” รัฐบาลจัดเก็บราย 7 เดือนแรกสูงเกินเป้ากว่า 2 แสนล้านบาทนายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาล ล่าสุด ในเดือน เม.ย. 2553 ว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.59 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้ากว่า 6.73 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเดือน มี.ค. ที่จัดเก็บได้มีทั้งสิ้น 1.16 แสนล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากการที่กระทรวงการคลังได้รับโอนเงินจากการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.9 หมื่นล้านบาท การบริโภคและการนำเข้าที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิ 8.39 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท หรือ 31.6%
สำหรับภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้ 4.41 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1.01 หมื่นล้านบาท
ภาษีน้ำมันจัดเก็บได้ 1.38 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 5,705 ล้านบาท และอากรขาเข้าจัดเก็บได้ 8,463 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,798 ล้านบาท สาเหตุสำคัญจากการบริโภคและการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
วันเดียวกันประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติเลือกผู้พิพากษา 9 คน เป็นองค์คณะพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อม.3/2553 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ต้องคำพิพากษาคดีซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกและคดียึดทรัพย์ 4.63 หมื่นล้านบาทเศษตกเป็นของแผ่นดิน ฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง
ที่ประชุมลงมติเลือก นายฐานันท์ วรรณโกวิท ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา นายอร่าม เสนามนตรี ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา นายสุทัศน์ ศรีมหาพฤกษ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ นายชินวิทย์ จินดาแต้มแก้ว นายกรองเกียรติ คมสัน นายสมศักดิ์ ตันติภิรมย์ นายณรงค์พล ทองจีน และนายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ องค์คณะจะได้ประชุมภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีในวันที่ 23 มิ.ย.นี้







