
จีนหยวนอ่อนค่าทำเงินบาทผันผวน
ภายหลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนรายวันลง 0.18% ไปแตะ 6.1312 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ภายหลังจากที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศลดอัตราอ้างอิงค่าเงินหยวนรายวันลง 0.18% ไปแตะ 6.1312 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ค่าเงินหยวนของจีนก็อ่อนค่าลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในตลาดออฟชอร์ร่วงไปแตะต่ำสุดรอบ 8 เดือน หรือ 6.1497 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ
เรียกว่าเงินหยวนดาหน้าอ่อนค่าไปแล้วกว่า 1% ในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนเต็ม หรือตั้งแต่กลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จากที่เคยแข็งค่าขึ้นถึง 2.9% ในยุคเงินแข็งค่าปี 2556
ในฐานะที่จีนเป็นประเทศที่มัก “ส่งสัญญาณ” เป็นนัยถึงทิศทางสิ่งที่จะตามมา มากกว่าประกาศออกมาให้ทราบกันแบบชัดเจน เรื่องนี้จึงนับเป็นนัยสำคัญที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อทั้งเศรษฐกิจจีนและโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าทั้งหลายในไทยและอาเซียน
นัยประการแรก คือ ปี 2557 จะเป็นปีที่จีนจะต้องกลับมาใช้นโยบาย “เงินหยวนอ่อนค่า” เพื่อเดินหน้าเศรษฐกิจการค้าที่กำลังเผชิญมรสุมหลายลูกอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะปัญหา “หนี้ท้องถิ่น” และ “ระบบธนาคารเงา” รวมทั้งปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอกชนที่มีให้เห็นแล้ว คือ บริษัท เชารี โซลาร์เซลล์ ที่แม้จะเป็นวงเงินผิดนัดชำระหนี้ไม่มากราว 5,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่การที่รัฐบาลจีนยอมปล่อยให้บริษัท “ล้ม” ไม่เข้าไปช่วยเหลือเหมือนรายอื่นที่ผ่านมา เท่ากับรัฐบาลจีนส่งสัญญาณว่า อาจมีกรณีการผิดนัดชำระหนี้ตามมาอีกหลายระลอกในปีนี้
การที่จีนจำเป็นต้องแก้ปัญหาหนี้เสียทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีสัดส่วนสูงราว 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และมีการจ้างงานถึงราว 80% จากการจ้างงานทั้งหมดไปพร้อมกันนั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนต้องหันกลับมาใช้ภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่หนึ่งก็ไม่อาจฟันธงได้ว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งดอลลาร์แข็งค่าและหยวนอ่อนค่าตลอดทั้งปี เนื่องจากสหรัฐจะเป็นฝ่ายที่กดดันจีนอย่างหนักเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ให้จีนกดค่าเงินให้อ่อนค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป ทำให้คาดว่าเงินหยวนในปีนี้อาจอ่อนค่าลงเป็นหลัก แต่จะมีช่วงจังหวะที่ดีดตัวกลับมาแข็งค่าเป็นระยะๆ เช่นกัน
ที่สำคัญก็คือ มีการมองแนวโน้มจากนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่า จีนจะปรับขยายแบรนด์การเคลื่อนไหวขึ้นลงของค่าเงินหยวนเพิ่มจาก 1% เป็น 2% ภายในปีนี้ ภายใต้แนวคิดการปฏิรูปการเงินให้เป็นไปตามระบบตลาดเสรีมากขึ้น และลดการเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินหยวนเคลื่อนไหวอย่างผันผวนมากยิ่งขึ้น
สมภพ มานะรังสรรค์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ทิศทางค่าเงินในปีนี้จะมีความผันผวนมากกว่าในปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้เล่นสำคัญหลายประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น ต่างดำเนินมาตรการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง โดยจีนเข้าแทรกแซงเพื่อให้เงินหยวนอ่อนค่า ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงอัดฉีดซื้อคืนพันธบัตรอย่างต่อเนื่องและอาจมีมาตรการใหม่ให้เห็นได้อีก เพื่อรับมือกับการขึ้นภาษีการขายจาก 5% เป็น 8% ในเดือน เม.ย.นี้ นโยบายของประเทศคู่ค้ารายใหญ่เหล่านี้ จะส่งผลกระทบให้เงินบาทและค่าเงินในภูมิภาคผันผวนตามไปด้วย ทำให้ผู้ประกอบการของไทยเองต้องระวังเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงให้มากขึ้นยิ่งกว่าในปีที่ผ่านมา
ด้าน นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เห็นว่า ความผันผวนของค่าเงินหยวนอาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและนำเข้าของไทยในแง่ของค่าเงินมากนัก เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐในการทำธุรกรรม อีกทั้งการอ่อนค่าของเงินหยวนยังมักส่งผลให้เงินบาทหรือค่าเงินในภูมิภาคปรับตัวตาม ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ผลกระทบของปริมาณการส่งออกและนำเข้าของจีน เนื่องจากเงินหยวนที่อ่อนค่าลง จะส่งผลให้จีนนำเข้าสินค้าด้วยราคาแพงขึ้นและอาจลดการนำเข้าสินค้าจากไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทวัตถุดิบ หรือสินค้าประเภทต้นน้ำกลางน้ำ นอกจากนี้ปัญหาทางเศรษฐกิจของจีนยังคาดว่าจะกระทบต่อการบริโภคภายในของจีนเอง จนอาจส่งผลต่อเป้าการส่งออกของไทยที่ตั้งไว้ในระดับ 5% ก็เป็นได้ หลังจากที่ไทยเพิ่งขาดดุลการค้ากับจีนในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 6 เดือน
ยิ่งเมื่อพิจารณาจากสัญญาณต่างๆ ที่ “ผู้นำรุ่นที่ 5” ของจีน ตั้งแต่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ได้ประกาศออกมาทั้งทางตรงและทางอ้อมนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยเฉพาะการลดการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยสุดโต่งในสังคมจีน การทยอยปฏิรูปไปสู่ตลาดเสรีที่ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น และการเข้มงวดด้านการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เรายังไม่สามารถฝากความหวังให้จีนกลายเป็นสังคมบริโภคเหมือนในสหรัฐ ได้ในเร็ววันนี้
ขณะเดียวกัน หากจะฝากความหวังพ่วงไว้ที่การส่งออกของจีน ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าต้นน้ำกลางน้ำรายใหญ่ไปยังจีน ก็ยังไม่อาจวางใจได้มากนักเช่นกัน หลังจากที่จีนเผชิญการขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ 11 เดือน เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยขาดดุลการค้าถึงเกือบ 3 ล้านหยวน
แม้ปัจจัยหนึ่งของการขาดดุลครั้งนี้ จะเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากเทศกาลตรุษจีนที่มีการส่งออกสินค้าก่อนวันหยุดและนำเข้าสินค้าหลังวันหยุด แต่อีกส่วนหนึ่งก็ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงตลาดนำเข้าสินค้าของจีนที่มีปัญหา โดยเฉพาะในสหรัฐที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า การฟื้นตัวของสหรัฐยังกระจุกตัวอยู่กับตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังไม่ลงมาถึงเศรษฐกิจที่แท้จริงและการบริโภคของประชาชนทั่วไป
คริส แกฟนีย์ นักยุทธศาสตร์อาวุโสจากธนาคารเอฟเวอร์แบงก์ ในสหรัฐ ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า สหรัฐนั้นเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีน บรรดานักลงทุนจึงหันมาตั้งคำถามกับภาคเศรษฐกิจที่จริง อย่างเช่น ภาคค้าปลีกของสหรัฐกันมากขึ้นว่า อยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวมากพอหรือไม่ โดยมีการประเมินกันว่า การค้าปลีกในสหรัฐเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปรับตัวดีขึ้นเพียง 0.2% เท่านั้น หลังจากที่หดตัวลงไป 0.4% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ดังนั้น สภาพการณ์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาของบรรดาประเทศคู่ค้ารายใหญ่เหล่านี้ จึงไม่เอื้อต่อบรรยากาศในแง่บวกของการค้าในภูมิภาคอื่นๆ ตามไปด้วย ซึ่งต้องจับตาว่า การพลิกเกมของจีนเพื่อให้เงินหยวนอ่อนค่าในปีนี้ จะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน และเป็นความหวังหมุนฟันเฟืองการค้าไทยการค้าโลกไปพร้อมกันด้วยมากน้อยเพียงใด
และจะเป็นตัวช่วยหรือตัวฉุดการส่งออกของไทยที่เป็นความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้







