posttoday
โลกเตรียมรับทิศทางเฟดเดินหน้าลุยสะบั้นคิวอี

โลกเตรียมรับทิศทางเฟดเดินหน้าลุยสะบั้นคิวอี

13 มีนาคม 2557

ห้าปีหลังวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐที่ส่งผลสะเทือนเศรษฐกิจ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ห้าปีหลังวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐที่ส่งผลสะเทือนเศรษฐกิจโดยรวมของแทบทุกประเทศทั่วโลกให้ซวนเซซบเซาทั่วหน้ากัน ในที่สุด เศรษฐกิจของสหรัฐก็เริ่มแสดงสัญญาณบวกที่ค่อยๆ ฟื้นตัวเติบโตในทิศทางบวกและสดใสได้มากขึ้นอีกครั้ง

ยืนยันได้จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐพบว่าปรับเพิ่มขึ้น 1.75 แสนตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค.ที่มีการจ้างงานเพิ่มเพียง 1.29 แสนตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ในเดือน ก.พ.จะเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายก็ตาม

ขณะที่เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวสหรัฐได้ออกแถลงการณ์คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจประเทศปี 2014 นี้ที่จะขยายตัวประมาณ 3.1% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่เร็วกว่าปีที่แล้ว 1.7% และจะขยายตัวในปี 2015 ถึง 3.4% โดยที่อัตราการว่างงานในปีนี้ยังมีแนวโน้มลดลงจากระดับปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 6.7%

กลายเป็นเงื่อนไขของสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักแสดงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเอื้อประโยชน์ต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้การนำของเจนเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนใหม่ และผู้ว่าการหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐ ในการเดินหน้าปรับลดปริมาณการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ด้วยการลดมูลค่าการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนลงอีกจากระดับ 6.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เพราะอัตราการว่างงานที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงระดับไม่เกิน 7% เมื่อเทียบกับเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ทำให้สหรัฐมีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะเดินหน้าลดการพึ่งพาการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคิวอี และหันมาพึ่งพาการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจจริงและกำลังการบริโภคของประชาชนภายในประเทศเป็นสำคัญ ตามหลักกลไกตลาดที่สมควรจะเป็นมานานแล้ว

นอกจากนี้ อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ว่าสหรัฐน่าจะเดินหน้าลดปริมาณการใช้นโยบายคิวอีอย่างต่อเนื่องแน่นอน ไม่มีเบรก ก็คือท่าทีของเยลเลน ผู้ว่าการเฟดคนใหม่ ซึ่งยึดมั่นกับหลักการลดพึ่งพาคิวอีของตนเอง ยืนยันได้จากการเดินหน้าลดปริมาณคิวอีในการประชุมเฟดก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐขณะนั้นไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมากนัก

ท่าทีดังกล่าวทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเฟดน่าจะคงเจตนาเดินหน้าลดปริมาณการซื้อคืนพันธบัตรรายเดือนลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในการประชุมเฟดประจำเดือนระหว่างวันที่ 1819 มี.ค.นี้

ความเคลื่อนไหวข้างต้น ถือเป็นสัญญาณเตือนให้หลายประเทศและนักลงทุนทั่วโลกเตรียมพร้อมรับมือ เพราะจะไม่มีต้นทุนกู้ยืมราคาถูกมาทุ่มลงทุนแบบไม่อั้นในตลาดพันธบัตร หลักทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์ เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

ทั้งนี้ ทาเคฮิโกะ นาคาโอะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กล่าวเตือนเมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว เตือนและเร่งรัดให้ประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ เร่งปรับปรุงเศรษฐกิจ เดินหน้าส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค และสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดระดับผลกระทบจากกรณีที่สหรัฐถอนปริมาณเงินออกจากระบบ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการขยายขอบเขตการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว” ประธานเอดีบี กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การประกาศเดินหน้าลดปริมาณคิวอีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐดูจะไม่ใช่ประเด็นที่ตลาดทั่วโลกตื่นตระหนกอีกต่อไป เพราะเฟดหาทางบรรเทาผลกระทบด้วยการบอกล่วงหน้าก่อนลงมือจริงหลายเดือน อีกทั้งการปรับลดก็เป็นไปในแนวทางที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ยุติทีเดียว

ขณะที่ ชาร์ลส์ พลอสเซอร์ ผู้ว่าการเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ระบุชัดว่าการค่อยๆ ลดนี้น่าจะสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังเติบโตอย่างช้าๆ ในขณะนี้ โดยเมื่อโครงการคิวอียุติลงอย่างสมบูรณ์ การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐก็น่าจะยืนหยัดได้ด้วยตนเองแล้ว

ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าจับตามองมากกว่าก็คือ อัตราดอกเบี้ยที่เฟดให้คำมั่นว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไปจนกว่าอัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 6.5% โดยไม่คาดคิดว่าอัตราว่างงานของสหรัฐจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันนี้ ตัวเลขว่างงานปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.7% ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่มั่นคงดีพอ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เฟดตั้งเป้าไว้เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2012 ว่าจะเริ่มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยทันทีที่การว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 6.5% โดยคาดการณ์ว่าอัตราว่างงานน่าจะอาศัยระยะเวลาอีกนาน และเป็นเวลาที่เศรษฐกิจสหรัฐแกร่งพอที่จะรับการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยได้

ทว่า อัตราการว่างงานกลับปรับลดลงอย่างรวดเร็ว จนเฟดอดรู้สึกวิตกกังวลไม่ได้ โดยวิลเลียม ดัดลีย์ ผู้ว่าการเฟดประจำนิวยอร์กยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่จะทบทวนเป้าดังกล่าว เนื่องจากหากดึงดันทำตามแผนเดิมหรือปล่อยให้เกิดขึ้นก่อนย่อมไม่ให้ผลดีใดๆ

เหตุผลเพราะเศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่พร้อมรับการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย โดยเฟดคาดการณ์ว่าสำหรับอัตราการเติบโตในปัจจุบัน สหรัฐน่าจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วงกลางปีหน้ามากกว่า

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เฟดจะออกมาส่งสัญญาณถึงตลาดชัดเจนว่าเตรียมจะพิจารณาปรับเป้าอัตราว่างงานเพื่อเลี่ยงการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และเพื่อบรรเทาความตื่นตระหนกของตลาด ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกต่อจากที่คงต้องตัดขาดจากมาตรการคิวอีของสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท