
รัฐมนตรีกิจการที่ไม่ประจำกระทรวง
แล้วมูลค่าการค้าระหว่างไทยไปยัง CLMV หรือ Cambodia กัมพูชา / Laos ลาว / Myanmar เมียนมาร์ และ Vietnam เวียดนาม ก็เท่ากับที่ไทยค้าขายกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์
แล้วมูลค่าการค้าระหว่างไทยไปยัง CLMV หรือ Cambodia กัมพูชา / Laos ลาว / Myanmar เมียนมาร์ และ Vietnam เวียดนาม ก็เท่ากับที่ไทยค้าขายกับอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์
แต่มีกี่สถานศึกษาที่มีหลักสูตรภาษาลาว กัมพูชา พม่า หรือเวียดนาม ให้ได้เลือกเรียน และถ้าสถานศึกษามีหลักสูตรภาษาเหล่านี้ให้เรียน จะมีครูกี่คนที่สอนได้...สอนได้ถูก...และใช้งานได้ดี และถ้ามีหลักสูตรให้เลือก มีครูพร้อมสอน...จะมีผู้ปกครองกี่คนที่สนใจจะให้ลูกหลานเข้าเรียน ต่อให้มีทุนด้วย...เอ้า
แม้แต่คนค้า คนขาย หากมีหลักสูตร กศน. และหลักสูตรภาคค่ำให้เรียน...จะมีผู้สนใจเรียนครบกลุ่มได้บ่อยแค่ไหน หรือจะเรียนวิธีทำอาหารท้องถิ่นของประเทศทั้งสี่รอบบ้านด้านบนของประเทศ ก็ยังสงสัยอีกว่าจะมีเชฟสมัครเล่นของเรา...เข้าอบรมกี่คน ทั้งๆ ที่ผลประโยชน์นั้น...ว่ากันตรงๆ...เห็นๆ
ถนนหนทางกำลังเชื่อมกัน การบินก็เชื่อมกัน รถไฟก็จะเชื่อมกัน แรงงานนั้นเชื่อมไปนานแล้วกราบพระ...นับถือผี...มีบุคลิกภาพคล้ายๆ กัน...กวาดต้อนคนไทยกับ CLMV ขึ้นไปนั่งบนรถสองแถว ใส่เสื้อยืดแบบเดียวกัน มองแทบไม่ออกว่าใครเป็นใคร ขนาดส่งเสียงออกมาแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าที่เราฟังอยู่นั้นภาษาของใคร เว้นแต่พวกคนไทยชายแดนจะพอบอกได้ เพราะคุ้นเคย ฟังเสียงก็แยกแยะถูก
เป็นอันว่า ระบบคิดแบบไทย รู้จักเพื่อนบ้านน้อยไป เมื่อรู้จักไม่มาก ก็เข้าใจเขาไม่มาก...น่าเสียดาย เพียงแต่เพื่อนบ้านเราทั้งสี่ เขารู้จักรักกัน สนิทกันดี เราต่างหากที่เข้ากลุ่มกับเขาไม่ค่อยทัน ที่สำคัญ เพื่อนบ้านเรารู้จักเมืองไทย รู้จักบุคลิก รู้จักระบบ รู้จักภาษาไทยมากกว่าที่เรารู้จักเพื่อนบ้านเยอะ
สมัยก่อนเราถูกนักวิชาการและนักความมั่นคงตะวันตกพร่ำบอกว่า รอบรั้วขวานทองมีแต่ลัทธิอันตรายทางการเมือง อย่าคบใครเลย คุยกับฝรั่งเป็นหลักดีกว่า มีความช่วยเหลือให้ด้วย ทั้งทางเทคนิคและทางวิชาการ
วันนี้ ระดับรายได้ประชาชาติของไทยล้นเพดานที่จะถูกเรียกเป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลืออย่างเดียวแล้ว ส่วนการจะเป็นประเทศผู้ให้เรายังกล้าๆ กลัวๆ ถามอยู่นั่นแล้วอยู่นั่นอีกว่า ให้ไปแล้วเราได้อะไร เผลอๆ กลัวชาติผู้รับจะย้อนมาแข่งขันเอาชนะเราได้เสียอีก... ซึ่งแม้เป็นความจริง เราก็ควรยิ่งหันมาปรับปรุงพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ไม่ช่วยและไม่ให้ในสิ่งที่เพื่อนบ้านขาด และมีความจำเป็น
ผมหวังว่า กระบวนทัศน์ปฏิรูปประเทศไทย ในลำดับต่อจากนี้ไปในเชิงนโยบายการเมือง เราจะมีรัฐมนตรีไม่ว่าการกระทรวง แต่เป็นรัฐมนตรีกิจการด้านต่างๆ (Minister without Portfolio) เกิดขึ้นให้มากหน่อย เช่น มีรัฐมนตรีกิจการเพื่อนบ้าน ซึ่งมีภารกิจไม่เหมือนกับ รมต.ต่างประเทศ เพราะจะต้องลงลึกไปในระดับปฏิบัติ และประสานรายละเอียด ไม่หมดเวลาไปกับการเดินทางไปที่ไกลๆ ไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ไม่มีการปฏิบัติ กว่าจะวนกลับมาดูแลงาน กระบวนการเชื่อมต่อกับเพื่อนบ้านก็เหมือนกว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ไปหมดก่อน โดยเฉพาะระบบการเมืองแบบไทยๆ ที่เปลี่ยนผู้บริหารราวเก้าอี้ดนตรี
เราน่าจะมีรัฐมนตรีกิจการน้ำ รัฐมนตรีกิจการมลพิษและขยะ เพราะเรื่องเหล่านี้กระจายอยู่ตามหน่วยต่างๆ สารพัด ขืนใช้ระบบปกติจะทำอะไรก็ต้องอาศัยการประชุมคณะกรรมการนู่นนี่ ซึ่งมีเป็นพันคณะ คงไม่ทันการณ์
คำว่า กิจการ จึงไม่ได้แปลว่าเอากรมจากกระทรวงไหนมามอบให้ แต่ผู้บริหารกรมเหล่านี้ ใครจะขึ้นจะลงไม่จบที่อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ คนเดียวอีกต่อไป ให้รัฐมนตรีกิจการนั้นๆ มีส่วนออกความเห็นได้อย่างเปิดเผย และมีน้ำหนัก จะฝากระบบรองนายกฯ อย่างที่ผ่านมาก็พอได้ แต่ต้องให้รองนายกฯ ด้านนั้นๆ มีอำนาจทัดทานคานอำนาจของรัฐมนตรีว่าการได้เหมือนกัน เพียงแต่คำสั่งของนายกรัฐมนตรีตอนแบ่งงานนั้น ให้รองนายกฯ กำกับหน่วยงานมากกว่าเป็นผู้สั่งราชการเป็นส่วนใหญ่ บรรดารองนายกฯ เลยได้แต่นั่งห้องประชุม รอวันได้เปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีว่าการกัน
ลองแล้วติดตามผลสักระยะ...อุตส่าห์จะปฏิรูปทั้งที ใช้แต่วิธีเดิมๆ ผลลัพธ์มันก็ต้องไม่ค่อยต่างจากเดิมอยู่วันยังค่ำล่ะคุณโยม!







