สธ.บูรณาการแก้เด้กไทยไอคิวต่ำ
สาธารณสุขร่วมบูรณาการทุกระดับแก้ปัญหาเด็กไทยไอคิวต่ำ ตั้งเป้าปี57ต้องได้ไม่ต่ำกว่า100
สาธารณสุขร่วมบูรณาการทุกระดับแก้ปัญหาเด็กไทยไอคิวต่ำ ตั้งเป้าปี57ต้องได้ไม่ต่ำกว่า100
สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมชี้แจงโครงการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาจังหวัดต้นแบบที่มุ่งทำงานแบบบูรณาการโดยเอาเด็กปฐมวัยเป็นตัวตั้ง โดยมีความร่วมมือในระดับพื้นที่ จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ด้านปฐมวัย จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 19 แห่ง ใน 19 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่ความร่วมมือของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ โครงการ COACT (Capacity Of A Community Treasures) โดย นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกต์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและแนวทางการดำเนินงานเด็กปฐมวัย” ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ
นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกต์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยไทยของกรมสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต ปี 2555 พบว่า มีพัฒนาการล่าช้าสูงถึง 30% แต่ 20% เป็นกลุ่มที่หากได้รับการกระตุ้นอย่างทันท่วงทีจะสามารถพัฒนาให้กลับมามีพัฒนาการที่สมวัยได้ และอีก 10% อยู่ในภาวะโรคที่ต้องได้รับการรักษา ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทย อายุ 6-15 ปี ทั่วประเทศ ในปี 2554 พบเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยของระดับเชาว์ปัญญา (IQ) เพียง 98.59 ซึ่งเป็นค่าที่ค่อนไปทางต่ำกว่าค่าเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐาน (IQ = 100) แต่หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มเด็กที่มีระดับสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ พบถึงร้อยละ 48.5% และกลุ่มเด็กที่อยู่ในระดับสติปัญญาบกพร่อง สูงถึง 6.5% ซึ่งตามมาตรฐานสากล ไม่ควรจะเกิน 2% ดังนั้น การที่เด็กไทยกว่า 50% มี IQ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง
“กรมสุขภาพจิตตระหนักถึงความสำคัญและเร่งด่วนของสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว เมื่อสถาบันราชานุกูลดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวคิดและแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายในการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข คือ 1.เป้าหมายระดับประเทศเด็กไทยต้องมีความฉลาดทางสติปัญญาเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100 2.ระดับกระทรวง เด็กปฐมวัย (0-5 ปี) มีพัฒนาการสมวัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 3.ระดับกรม เด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ที่มีพัฒนาการไม่สมวัยและเด็กปฐมวัย (3-5 ปี) ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาอีคิวได้รับการส่งต่อเพื่อดูแลต่อเนื่องตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80และ 4.ระดับเขตบริการสุขภาพ คลินิกฝากครรภ์ (ANC) คลินิกสุขภาพ (WCC) ร้อยละของการให้บริการต้องมีคุณภาพไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (DCC) ต้องมีคุณภาพระดับดีและดีมากไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ดังนั้น ในปี 2557 กรมจะขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อตัวชี้วัดระดับกรมและระดับกระทรวงเพื่อเด็ก” นพ.พงศ์เกษม กล่าว
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า โครงการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด มีเป้าหมายให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการที่เหมาะสม รวมถึงให้เด็กได้รับการดูแลช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รพ.สต. รพ.ช. รพ.ท. และ รพ.ศ. เชื่อมโยงหน่วยงาน ให้มีการทำงานที่เชื่อมประสาน เพื่อหนุนเสริมกันโดยเอาเด็กปฐมวัยเป็นตัวตั้ง 19 จังหวัดต้นแบบ ทั้งนี้การดำเนินงานของโครงการจะพัฒนาตั้งแต่ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงส่งต่อ สนับสนุนนวัตกรรม เทคโนโลยีที่จำเป็นกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย และสร้างความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อระบบและงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย
“ศพด. และ รพ.สต.เป็นหน่วยงานต้นทางที่ใกล้ชิดกับเด็กปฐมวัยมากที่สุด การคัดกรองพัฒนาการ โดยเครื่องมือที่มีมาตรฐาน เช่น TDSI จะช่วยให้พบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ควรได้รับการแก้ไขเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ต้องมีเทคโนโลยีสร้างเสริมทักษะชีวิตและทักษะสังคม (Social Story) อาจเป็นสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบหนังสือนิทาน มีเนื้อหาที่รวบรวมมาจากสถานการณ์ที่เด็กจะต้องเผชิญจริงในสังคม ที่ช่วยส่งเสริมด้านความเข้าใจภาษาแบบง่ายๆ ชัดเจน น่าสนใจเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม ที่สามารถใช้ส่งเสริมความเฉลียวฉลาดได้ ทั้งในเด็กปกติ และในเด็กที่มีความล่าช้าทางสติปัญญา ภาษาและสังคม ซึ่งหวังว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะร่วมมือกันทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้” พญ.อัมพร กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง ผู้จัดการโครงการ COACT (Capacity Of A Community Treasures) กล่าวว่า แนวทางในการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) แบบก้าวกระโดดได้ใช้กระบวนการ Benchmarking เพื่อการพัฒนายกระดับคุณภาพ ศพด.ระบบการบริหารจัดการ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การดูแลสุขภาพเด็ก และการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ การที่โครงการพัฒนาต้นแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยแบบบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดของสถาบันราชานุกูล และโครงการ COACT ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นมิติใหม่ในการหนุนเสริมความร่วมมือ ซึ่งจะเป็นการทำงานเพื่อเสริมพลังคนทำงานจากระดับพื้นที่ และแนวตั้งของระบบบริการสุขภาพ เชื่อมโยงผ่านระบบฐานข้อมูล และใช้การรณรงค์เป็นเครื่องมือขยายแนวคิดและสร้างความตระหนักต่อสังคม







