
ดันกม. 4 ฉบับ เก็บภาษีที่ดินลดเหลื่อมล้ำ
เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เสนอให้มีการปฏิรูปที่ดินเป็นหนึ่งในร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) เสนอให้มีการปฏิรูปที่ดินเป็นหนึ่งในร่างพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้งของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สุริยันต์ ทองหนูเอียด เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ระบุว่า สถานการณ์การถือครองที่ดินในประเทศไทยนับวันยิ่งกระจุกตัวสูงขึ้น จากการศึกษาล่าสุดพบว่าที่ดินที่สามารถออกโฉนดหรือเอกสารสิทธิได้ใน 130 ล้านไร่ ทั่วประเทศ มีโฉนดที่ดิน 30 ฉบับ ที่ถูกครอบครองโดยคนเพียง 15 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน
ขณะเดียวกัน มีคนไทยไม่ต่ำกว่า 15 ล้านคน อยู่ในที่ดินทำกินและอยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมาย คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรและคนจนถูกดำเนินคดีจากการบุกรุกที่ดินปีละ 6,700 คดีต่อปี ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางสังคม ประเทศสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจจำนวนมาก จึงต้องปฏิรูปประเทศไทยอย่างเร่งด่วน
จากการศึกษาและรวบรวมปัญหา คปท.ขอเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยทั้งระบบ ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้าบังคับและป้องกันไม่ให้เกิดการถือครองที่ดินเพื่อเก็งกำไร
ทั้งนี้ จะต้องกระจายที่ดินและนำที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาแจกจ่ายให้ประชาชนผ่านธนาคารที่ดินโดยไม่อนุญาตให้มีการขายต่อหรือเปลี่ยนมือเจ้าของ ด้วยการกำหนดให้ที่ดินถือครองเพื่อการเกษตรไม่เกิน 50 ไร่ต่อครัวเรือน ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยในเมือง 3550 ตารางวา
อย่างไรก็ตาม หากใครถือครองเกินกว่านี้ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า นอกจากนี้ ต้องออกโฉนดชุมชนให้ประชาชนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่เป็นระยะเวลานานร่วมเป็นเจ้าของและบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน
คปท.เสนอให้เร่งผลักดันออกกฎหมายที่ดิน 4 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.โฉนดชุมชน ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน และร่าง พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เพื่อแก้ปัญหากระจุกตัวของที่ดินและกระจายทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม
“แนวทางทั้งหมดนี้ถ้า กปปส.บรรจุเป็นพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจังจะสามารถเห็นผลได้ภายใน 10 ปี” สุริยันต์ กล่าว
ขณะที่ ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคประชาชนไม่อาจคาดหวังให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองมาแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ได้ เพราะนักการเมืองที่อยู่ในรัฐสภาล้วนเป็นผู้ที่ถือครองที่ดินเป็นจำนวนมหาศาล
จากข้อมูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อเดือน มิ.ย. 2556 ระบุว่า สส.ทั้ง 500 คน ถือครองที่ดินรวมกันประมาณ 35,786 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 15,669.14 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นของ สส.พรรคเพื่อไทย รวมกันทั้งหมด 282 คน ถือครองที่ดิน 17,897 ไร่ รองลงไปคือ สส.พรรคประชาธิปัตย์ 151 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 12,675 ไร่
ดังนั้น หากแผนการปฏิรูปที่ดินที่ คปท. เสนอถูกสกัดหรือขัดขวางจากกลุ่มนายทุนและนักการเมืองเช่นในอดีต ที่ต่อสู้มากว่า 30 ปี ทางภาคประชาชนจะรณรงค์เคลื่อนไหว รวบรวมรายชื่อ 1 ล้านชื่อ ผลักดันกฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้
ด้านเวทีระดมความคิดเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 2 หัวข้อ “ปฏิรูประบบตรวจสอบ ปลุกสำนึกคนไทย ขจัดภัยคอร์รัปชั่น” ของ กปปส. เมื่อวันที่ 12 มี.ค. เห็นตรงกันว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่จะต้องเร่งปฏิรูปเป็นการด่วน
มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เสนอว่า การแก้การทุจริตคอร์รัปชั่นจะต้องนำเสนอสิ่งที่ปฏิบัติได้และเกิดขึ้นจริง ต้องเสนอในสิ่งที่ไม่มากและต้องรีบทำ
ทั้งนี้ ขอเสนอเป็นเมนู 5 แนวทาง ดังนี้ 1.เรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติ UNCAC 2003 ซึ่งบังคับให้ประเทศสมาชิกมีมาตรการปราบปรามการทุจริต ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ปฏิบัติตามอนุสัญญานี้ โดยกระทรวงยุติธรรมได้ร่างกฎหมาย 3 ฉบับ แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภา
2.ให้เอาผิดกับคนติดสินบน 3.สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ และกำหนดให้ประชาชนสามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีคอร์รัปชั่นได้
4.ปรับปรุง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ และ 5.รณรงค์คุณธรรม จริยธรรม และการต่อต้านคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ โดยรัฐต้องเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมต่อต้านคอร์รัปชั่น ระบบการบริหารงานบุคคลในหน่วยงานรัฐต้องยึดหลักคุณธรรม
“มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการหลักสากลที่ทั่วโลกพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ดังนั้น ประเทศไทยก็ต้องทำได้ ไม่มีคำว่ายากเกินไป นักการเมืองหรือข้าราชการต้องไม่พูดว่าทำไม่ได้” มานะ ระบุ
เช่นเดียวกับ รัตพงษ์ สอนสุภาพ รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอว่า ภายใต้บริบทการเมืองเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นเงื่อนไขเวลาดีที่สุดที่จะเบรกการทุจริตคอร์รัปชั่น
ทั้งนี้ การแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยที่ผ่านมานั้นเน้นไปที่การปราบปรามมากเกินไป จึงควรมองข้ามองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ปราบปรามเพื่อไม่ให้มีการทำงานเหมือนราชการ แต่ควรเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มอำนาจประชาสังคมตรวจสอบการทุจริตมากขึ้นให้เข้าถึงข้อมูลโครงการต่างๆ มากขึ้น พร้อมทั้งรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้คนในสังคมคู่ขนานไปด้วย
“ถ้ายึดการแก้แบบเดิมๆ ทุกอย่างก็กลับมาแบบเดิม จึงจำเป็นต้องยกระดับไปข้างหน้า” รัตพงษ์ ระบุ







