
ครอบครัวเหยื่อ"พ.ต.อ."โหดร้องปวีณาฯหวั่นไม่ปลอดภัย
มารดา-ครอบครัวเหยื่อ "พ.ต.อ." ปืนโหด ร้องมูลนิธิปวีณาฯหวั่นได้รับอันตรายหลังลูกชายถูกยิงเพราะคนร้ายเป็นตำรวจ ด้านน้องสาวผู้ตายเผยนาทีเหี้ยม พ.ต.อ.ชักปืนจ่อยิงหัวพี่ชายต่อหน้าต่อตา
มารดา-ครอบครัวเหยื่อ "พ.ต.อ." ปืนโหด ร้องมูลนิธิปวีณาฯหวั่นได้รับอันตรายหลังลูกชายถูกยิงเพราะคนร้ายเป็นตำรวจ ด้านน้องสาวผู้ตายเผยนาทีเหี้ยม พ.ต.อ.ชักปืนจ่อยิงหัวพี่ชายต่อหน้าต่อตา
นางยุพิน โตศิริวัฒนานนท์ อายุ 48 ปี เจ้าของบริษัท สยามสเตนเลส อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมบุตรสาว 2 คน และน้องชายเดินทางเข้าพบ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เพื่อขอความช่วยเหลือกรณี นายวริศ โตศิริวัฒนานนท์ อายุ 17 ปี บุตรชาย ซึ่งถูก พ.ต.อ.สุภาพ รองนาม ผกก.วิทยาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา
นางยุพิน เปิดเผยว่า เมื่อหลายปีก่อน ได้หย่าร้างกับสามี และขอลูกทั้งสามคนมาเลี้ยงไว้เอง เป็นหญิง 2 ชาย 1 โดย น.ส.ศุภิสรา อายุ 19 ปี เป็นคนโต นายวริศ อายุ 17 ปี ผู้ตายเป็นคนกลาง ส่วนคนสุดท้องชื่อ ด.ญ.แพรวรุ้ง อายุ 13 ปี และเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งนี้เมื่อ 6 ปี ก่อนได้รู้จักกับ พ.ต.อ.สุภาพ รองนาม ผกก.วิทยาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะนั้นมียศเป็น พ.ต.ท.อยู่ที่ จ.ศรีสะเกษ กระทั่งมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้ง
ที่ผ่านมา ได้ให้ความช่วยเหลือ พ.ต.อ.สุภาพ และครอบครัวมาโดยตลอด แต่ พ.ต.อ.สุภาพ เป็นคนทะเยอทะยานและพยายามทุกวิถีทางที่จะเอาใจนาย ด้วยการนำอุปกรณ์สเตนเลสไปให้นาย เพื่อต่อเติมบ้านและกิจการต่างๆ จนทำให้กิจการประสบปัญหาขาดทุน เพราะ พ.ต.อ.สุภาพ ไม่เคยจ่ายเงิน เมื่องานล่าช้า ก็ถูกทำร้าย แต่ไม่กล้าบอกใครและอดทนมา 5 ปีกว่า สุดท้ายจึงขอเลิกแต่พ.ต.อ.สุภาพ ไม่ยอม และขู่ว่าถ้าเลิกก็ตายด้วยกัน
กระทั่งวันที่ 11 พ.ค. พ.ต.อ.สุภาพ ได้มาหาที่บริษัท จึงได้ขอเลิก แต่ พ.ต.อ.สุภาพ ไม่ยอมและขู่ว่า เย็นนี้เจอดีแน่ จึงได้โทรศัพท์ไปบอกภรรยา พ.ต.อ.สุภาพ ให้ไปรับลูกชายตนด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่ภรรยาของ พ.ต.อ.สุภาพ ไม่ได้ไปรับลูกชายตน และเมื่อโทร.ไปหาเสมียนที่บริษัท ปรากฏว่า ลูกชายถูก พ.ต.อ.สุภาพ ยิงจนเสียชีวิตไปแล้ว
ด้าน ด.ญ.แพรวรุ้ง โตศิริวัฒนานนท์ อายุ 13 ปี น้องสาวผู้ตาย ให้การว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาได้เข้ามาที่บริษัทและสั่งเสมียนให้ปิดประตูให้หมด เหลือแค่ตนกับพี่ชาย จากนั้น พ.ต.อ.สุภาพ ไปรื้อลิ้นชักโต๊ะ ในขณะที่พี่ชายเข้าไปหากุญแจภายในสำนักงานเพื่อจะนำไปปิดประตูแต่ไม่พบ จึงเข้าไปสอบถาม พ.ต.อ.สุภาพ จึงเดินกลับเข้าไปในสำนักงานอีกครั้ง ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่า พ.ต.อ.สุภาพ พูดอะไรกับพี่ชาย เพราะยืนอยู่ภายนอก แต่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ภายในได้ทั้งหมด เนื่องจากสำนักงานเป็นห้องกระจก
“หนูเห็น พ.ต.อ.สุภาพ ตบหน้าพี่ชาย 1 ครั้ง พี่ชายก็ถีบ พ.ต.อ.สุภาพ ไป 1 ครั้ง แต่ไม่โดนจากนั้นพี่ชายก็เดินออกจากสำนักงาน แต่เดินไม่พ้นประตู พ.ต.อ.สุภาพ ก็ชักปืนออกมายิงพี่ชาย 2 นัด พี่ชายถูกยิงทะลุท้องล้มลงไปที่พื้น พี่ชายได้หันมาหาหนูและพูดว่า “เจ พี่เจ็บ” แต่ พ.ต.อ.สุภาพ ก็เดินไปหาพี่ชายและจ่อปืนยิงที่ศีรษะซ้ำอีก 1 นัด จึงร้องด้วยความตกใจ ซึ่ง พ.ต.อ.สุภาพ ก็ออกมาหาแล้วพูดว่า “มึงอยากตายอีกคนไหมและเดินออกจากห้องขับรถที่จอดไว้หน้าบริษัทหลบหนีไป” ด.ญ.แพรวรุ้ง กล่าวทั้งน้ำตา
ด้าน นางปวีณา กล่าวว่า จะได้ประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมในการดำเนินการเรื่องการคุ้มครองพยาน ให้ช่วยดูแลความปลอดภัย จากนั้นก็จะประสานไปยังทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการเร่งจับกุมตัวคนร้ายที่มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระหว่างนี้คงต้องประสานขอเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลครอบครัวนี้ ซึ่งต้องอยู่จัดงานพิธีศพของลูกชายให้เสร็จสิ้นก่อน และไม่ต้องการให้คนร้ายลอยนวลเพราะเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด
ตร.เผยออกหมายจับข้อหาฆ่าคนตายแล้วเชื่อใกล้มอบตัว
พล.ต.ต.มณฑล มีอนันต์ ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทราได้เรียก พ.ต.อ.สุเทพ บุญค้ำ ผกก.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเข้าพบที่ห้องทำงานเพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดี พ.ต.อ.สุภาพ รองาม ผกก.2 ฝ่ายทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิง นายวริช โตศิริวัฒนานนท์ หรือ โจ้ อายุ 17ปีเสียชีวิต โดยขณะนี้ได้ขออนุมัติศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ออกหมายจับไปแล้ว ในข้อหา ฆ่าคนตายโดยเจตนา
ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องและแจ้งไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของ พ.ต.อ.สุภาพทราบ พร้อมกับขอให้ส่งตัว พ.ต.อ.สุภาพ ไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว โดยเชื่อว่าตอนนี้คงจะอยู่ระหว่างหาช่องทางเข้ารายงานตัวหรือนำตัวมามอบให้อยู่
"ขณะนี้รวบรวมพยานหลักฐานชัดเจนแล้วออกหมายจับแล้วก็แจ้งไป แต่ยังไม่มีการติดต่อมา เชื่อว่ารับราชการมานานเป็นถึงผู้กำกับคงจะไม่หนีไปไหน"พล.ต.ต.มณฑล กล่าว
พล.ต.ต.มณฑลกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทางญาติของผู้ตายกังวลว่า ผู้ต้องหาเป็นตำรวจระดับสูง อาจจะมีการช่วยเหลือกันนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าไม่มีการช่วยกัน โดยเฉพาะเป็นคดีอาญาต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดตามกฎหมาย
"ผู้บังคับบัญชาให้นโยบายมาแล้วว่า ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย หากไม่ไปรายงานตัวต้นสังกัด เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาหรือหนีไปเลย หากพ้นกำหนดเวลา 15 วัน ตามระเบียบข้าราชการก็ต้องติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดทั่ว ๆไป" พล.ต.ต.มณฑลกล่าว







