
เปิดพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศ“มาร์ค"ย้ำสวัสดิการพื้นฐานมีให้กับทุกคน
คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ได้มีการจัดประชุมวาระพิเศษเพื่อหาแนวทางการดำเนินการและวิธีการเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยที่นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นระหว่างวันที่ 12-13 พ.ค. ที่ผ่านมา
คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ได้มีการจัดประชุมวาระพิเศษเพื่อหาแนวทางการดำเนินการและวิธีการเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยที่นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นระหว่างวันที่ 12-13 พ.ค. ที่ผ่านมา
โดย...ชลธิชา เหลิมทอง
หมายเหตุ : คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ได้มีการจัดประชุมวาระพิเศษเพื่อหาแนวทางการดำเนินการและวิธีการเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยที่นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตย์ เป็นประธาน ในระหว่างวันที่ 12-13 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญดังนี้
ข้อเสนอการปฏิรูปประเทศไทย มีแนวคิดหลัก คือ การคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีการจัดการตนเองจนสามารถจัดขบวนในการฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากร ฟื้นสถาบันและองค์กร ในชุมชนท้องถิ่นอย่างครอบคลุมทุกระบบเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มสมรรถภาพในการดำรงชีวิตของประชาชน ตั้งแต่ คน ผู้นำและองค์กร ที่ดินทำกิน ทรัพยากรป่าและน้ำ การศึกษา สุขภาวะ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม เศรษฐกิจและอาชีพ ตลอดจนการเมืองการปกครอง โดยต้องมีการปรับบทบาทของหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาสาธารณะประโยชน์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ขององค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการตนเองให้ตอบสนองต่อชุมชนท้องถิ่น และการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้นำชุมชนท้องถิ่น
ทั้งนี้องค์ประกอบการปฏิรูปประเทศไทย โดยการคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกันมีอย่างน้อย 6 ส่วน ได้แก่
1.การลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม และการเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาและสร้างรายได้ โดยมุ่งที่แก้ที่คนจนรายได้ จนโอกาส และ จนสิทธิ และแก้ไขตามพื้นที่ที่มีศักยภาพและภาระที่แตกต่างกั
2.การสร้างกลไกการปฏิรูป เพื่อขับเคลื่อนให้แนวคิดการคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นเกิดขึ้นได้
3.การปฏิรูประบบนโยบาย แผน และ งบประมาณ เพื่อสนับสนุนการจัดขบวนของชุมชนท้องถิ่น
4.การปฏิรูประบบกฎหมายและความยุติธรรม
5.การปฏิรูประบบการสื่อสารและการเรียนรู้ ที่ก่อให้เกิดการเพิ่มศักยภาพคน ผู้นำและองค์กรชุมชนท้องถิ่น และ 6.การปฏิรูประบบการป้องกันการทุจริต ที่เป็นการส่งเสริมการทำบทบาทของหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาสาธารณะประโยชน์ องค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ขณะที่ ข้อเสนอกลไกปฏิรูประเทศไทย นั้นคณะกรรมการเสริมสร้างฯ เห็นว่ารัฐบาลวรสนับสนุน “กลไกภาคประชาชน” ให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศจากฐานชุมชนท้องถิ่นและมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทั้งสองกลไกดำเนินงานในช่วงเวลาเดียวกันและทำงานหนุนเสริมซึ่งกันและกัน โดยมีกลไกภาคประชาชน ในเบื้องต้นใช้ชื่อว่า “สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งจะมีการดำเนินการภายใต้แนวคิดว่าด้วยการคืนอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น มีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ ร่วมติดตามและสนับสนุนการจัดกิจกรรมสมัชชาปฎิรูปประเทศไทย (อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่น) โดยมีโครงสร้างการจัดตั้งกลไกภาคประชาชนใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับจังหวัด และ ระดับชาติ โดยมีหน่วยงานสนับสนุนในระดับชาติ อาทิ องค์กรพัฒนาองค์กรเอกชน(พอช.) สำนักงานสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ( สสส. ) ฯลฯ และระดับจังหวัดมอบหมายให้สถาบันการศึกษาสนับสนุนการจัดสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยพื้นที่ในระดับตำบล เครือข่าย และอื่นๆ ที่เป็นโครงสร้างทางสังคมของแต่ละจังหวัด เบื้องต้นมีระยะเวลาการดำเนินงาน 3ปี
นอกจากนี้ เสนอให้ คณะกรรมการ (อำนายการ) ปฏิรูปประเทศไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นกลไกที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาเพื่อการแก้ปัญหาเร่งด่วนและระยะกลาง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ มีหน้าทีอำนวยการให้เกิดการปฏิบัติจริงและจัดหางบประมาณสนับสนุนกลไกภาคประชาชน ระยะเวลาดำเนินงาน : 3 ปี
ทั้งนี้ในการปฏิรูประเทศต้องมีการประกาศนโยบายและมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนา และสร้างรายได้ โดย
1. แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรต้องมีการจัดการหนี้สินแบบบูรณาการและครบวงจร และให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาจากองค์กรการเงินชุมชน โดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนินการคือ ต้องทำให้เกิดกระบวนการการจัดการปัญหาหนี้สินร่วมกัน โดยเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตเกษตรกรทั้งระบบ และต้องทำให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาการเงินของชุมชนได้
สำหรับมาตรการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินนั้น คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งฯ เสนอว่า ให้ทุกกองทุนที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการหนี้สิย ประมาณ 14 กองทุน (เช่น คชจ. กองทุนฟื้นฟู กองทุนสวนยาง ฯลฯ) มาร่วมกันกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจรร่วมกัน และเร่งรัดให้กำหนดมาตรการชะลอการฟ้อง จับกุม บังคับคดี ยึดทรัพย์ และเร่งดำเนินการให้มีผลในทางปฏิบัติภายใน 2 เดือน และเสนอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จัดสรรเงินกู้พิเศษเพื่อส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (Green Credit) อย่างน้อย 25% ของวงเงินกู้แต่ละปี พร้อมกับต้องปฏิรูปธนาคารธกส. ให้เป็นกลไกเพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือเกษตรกรผู้เป็นลูกหนี้ของธนาคารและสถาบันการเงินในระบบ
2.การแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยตระหนักถึงความสำคัญของระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และการเชื่อมโยงวิถีเกษตรกับความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม โดยมียุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จิตสำนึก และการเรียนรู้ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่เน้นความมั่นคงทางอาหารของครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ ให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พัฒนาระบบการส่งเสริมการเกษตร โดยมีมาตรการในการแก้ไขปัญหา คือ จัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ เช่น สำนักงานปฎิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตกร ชุมชนและสังคม : สปกช.) เพื่อสร้างกลไกใหม่ที่มีสถานะภาพทางกฎหมาย พรบ.เกษตรกรรมยั่งยืน และ ธกส.จัดสรรสินเชื่อพิเศษเพื่อส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (Green credit) อย่างน้อย ร้อยละ 25 ของวงเงินกู้ในแต่ละปี
3. การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่น โดยมียุทธศาสตร์ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น( อปท.) ให้เป็นโครงสร้างกึ่งรัฐ-กึ่งชุมชน จัดระบบเครือข่ายท้องถิ่นหรือสหการเพื่อช่วยเหลือกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมองค์กรและผู้บริหารท้องถิ่น สร้างต้นแบบ และตัวอย่างที่ดีอย่างพอเพียงที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (35%) เร่งรัดการปฏิบัติตาม พรบ. ขั้นตอนกระจายอำนาจฯ โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ให้งบประมาณในหมวดอุดหนุนทั่วไปเป็นหลัก ทบทวนและปรับปรุงระเบียบกฎหมายว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์การกระจายอำนาจหรือการคืนอำนาจให้ชุมชน
4.การจัดการที่ดินโดยชุมชนท้องถิ่นในระดับพื้นที่ เพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้ชุมชนผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดินรัฐเพื่อการอยู่อาศัย /ที่ทำกิน รวมถึงการกระจายอำนาจในการดูแลและใช้ประโยชน์ที่ดินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม โดยต้องมี่การชะลอการฟ้อง จับกุม บังคับคดี ยึดทรัพย์ กรณีชุมชนที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา และจัดโครงสร้างระบบดูแลที่ดินใหม่ ไม่แยกตามประเภทที่ดิน ตามประเภทหน่วยงาน กระจายให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการดูแลร่วมกัน มีระบบเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินแบบเดียวแต่มีเงื่อนไขเฉพาะของที่ดินแต่ละประเภท ในการจำกัดการใช้ประโยชน์ และมีระบบป้องกันซื้อขายเก็งกำไร และต้องจัดทำแผนที่การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินระดับชุมชน จำนวน 500 ตำบล 70 จังหวัด
5.การจัดทำสวัสดิการชุมชนเพื่อส่งเสริมการให้อย่างมีคุณค่า และการรับอย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการขยายและพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการระดับตำบล เกื้อกูลดูแลซึ่งกันและกัน และควรเร่งรัดการออกแนวปฏิบัติที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนด้วย
6. การแก้ไขปัญหาชุมชนเมือง เพื่อให้เกิดเมืองน่าอยู่ คนในชุมชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถจัดการตนเองและบริหารจัดการทรัพยากรร่วมได้ ด้วยการสร้างกลไกกลางที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ประกอบด้วย ภาครัฐ ประชาสังคมสถาบันการศึกษา และอื่นๆ มาบริหารเมืองร่วมกัน โดยจัดตั้งคณะกรรมการระดับเมือง โดยการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน สร้างโมเดลการพัฒนาควบคู่กับการเจรจากับภาครัฐ ในพื้นที่ที่มีปัญหาเร่งด่วน จัดทำแผนการพัฒนาชุมชนที่คนในชุมชนสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของตนเองได้ โดยชุมชนเป็นแกนหลัก และมีส่วนร่วมปฏิบัติ รวมถึงต้องเชื่อมโยงและบูรณาการกับแผนพัฒนาชนบท
7. เรื่องอื่นๆ ได้แก่ การศึกษา การจัดการทรัพยากร การปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ระบบกฎหมายและยุติธรรมชุมชน สวัสดิการสังคม และคุณภาพชีวิตแรงงาน
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับข้อเสนอและแสดงทัศนะว่า คิดว่าเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยคือเรื่องความเป็นธรรม เพราะว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เป็นธรรมจะถูกหยิบยกขึ้นมาในการเคลื่อนไหวเสมอๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าการหาคำตอบร่วมกันครั้งนี้จะเป็นกระบวนการในการแก้ปัญหาเพื่อให้ประชาชนคนไทยมีที่ยืนมีโอกาสและเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขความขัดแย้งทางสังคม โดยการปฏิรูปประเทศต้องมีการขับเคลื่อนต่อไป โดยในวันที่ 20 พ.ค.จะมีการจัดประชุมอีกครั้งในส่วนของภาคประชาชน ซึ่งตนเองจะพยายามไปรับข้อเสนอด้วย
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ คือต้องมีกลไกและการกำหนดประเด็นของการทำงานให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะกลไกในส่วนคณะกรรมการปฏิรูปที่จะมาอำนวยการปฏิรูปประเทศต้องมีการยุติโดยเร็วไม่ควรเกินสิ้นเดือนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่รู้ว่าศูนย์รวมของเรื่องนี้จะอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเห็นตรงกันว่าจะให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดูแลเป็นหลักเพราะมีงบประมาณรองรับ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับความจริงว่า การดำเนินการนโยบายแบบนี้ที่ผ่านมาภาครัฐมักจะมัป้ญหาตลอดและอาจจะไม่ราบรื่นนัก เช่น กรณีมาบตาพุด ที่มติของคณะกรรมการสี่ฝ่ายก็ถูกนำมาถ่ายทอดและนำไปสู่การปฏิบัติเชิงนโยบายซึ่งบางเรื่องก็ไม่ง่าย ทั้งนี้รัฐบาลจะมีการปรับกฎระเบียบต่างๆตามความเหมาะสมต่อไป โดยต้องทำงานแบบบูรณาการเพราะหากทำแยกส่วนหลายครั้งที่ผ่านมาจะพบว่ามีข้อเสนอที่ดีเป็นที่ยอมรับ แต่ไม่ได้นำมาสู่การปฏิบัติ ดังนั้น ต้องสร้างกลไกที่เชื่อมโยงกับรัฐและสามารถนำไปปฏิบัติได้
ส่วนสาระสำคัญนั้น ตนเองให้น้ำหนักเรื่องโอกาสและความเสมอภาคในด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย โดยปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสจำเป็นต้องดูภาพรวมของนโยบายระดับชาติเพี่อให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลพยายามทำอย่างมาก คือ การสร้างหลักประกันให้ประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย ตรงนี้ต้องถูกนำไปสู่การเป็นระบบสวัสดิการแบบบูรณาการจะได้ไม่ต้องพูดเป็นโครงการๆ เช่น เบี้ยยังชีพ หรือการศึกษาฟรี เดิมเราตั้งเป้าว่าอีกประมาณ 5-6 ปี ตรงนี้จะเป็นระบบ และสัดส่วนงบประมาณจะเป็นเท่าไหร่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะเป็นระบบที่ยั่งยืน เรื่องสวัสดิการพื้นฐานต้องมีให้กับทุกคน ซึ่งเป็นนโยบายระดับชาติ แต่การบริหารต้องเป็นส่วนของท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นเป็นกลไกที่ใกล้ชิดและมีข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนมากที่สุด
สำหรับกลุ่มคนที่ขาดหลักประกัน รัฐบาลก็พยายามทำอย่างเต็มที่ให้มีให้ครบ โดยเฉพาะนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ก็เพื่อต้องการให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมมีหลักประกันเรื่องความมั่นคงด้านรายได้และอาชีพ ซึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมเพราะยังมีปัญหาเรื่องแรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ แรงงานต่างด้าว แรงงานที่เป็นคนชายขอบ และคนตกสำรวจ ขณะที่ปัญหาหนี้นอกระบบรัฐบาลก็พยายามแก้ไขอยู่
ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็พยายามทำให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ถ้ากฎหมายเมืองแม่สอดผ่านออกมาก็จะเป็นรูปแบบท้องถิ่นพิเศษที่จะเป็นรูปแบบใหม่ จะเป็นครั้งแรกที่ท้องถิ่นบางท้องถิ่นได้อำนาจบางเรื่องไป โดยที่บางท้องถิ่นไม่มี กำลังพยายามผลักดันอยู่ว่าท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบมาตรฐาน แต่กำลังจะมีความหลากหลายมากขึ้นว่า แต่ปัญหาเรื่องท้องถิ่นกับราชการส่วนกลางถือเป็นเรื่องยากเพราะตามรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของท้องถิ่นจริงๆ ดังนั้นต้องทำงานผ่านตัวองค์กรของท้องถิ่นให้มาก โดยดึงประชาชนเข้ามาร่วม
นอกจากนี้ส่วนตัวอยากให้มีการแก้ไขเรื่องแนวปฏิบัติราชการ เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่มีสิทธิมีเสียง ไม่เป็นธรรมก็คือการปฏิบัติราชการ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าราชการเป็นผู้ให้บริการหรือยังเป็นเจ้านายประชาชนอยู่ เป็นปัญหาที่ต้องสะสาง
สุดท้าย ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะนี้จะพยายามให้ทางมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดเป็นศูนย์รวม เพราะอยากให้องค์กรอิสระเข้ามาเป็นหลักในการทำงานและให้ฝ่ายราชการ รัฐบาล มาเป็นผู้มีส่วนร่วม เพราะหากให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพคงไม่เหมาะเพราะส่วนใหญ่ที่เป็นปัญหาคือรัฐบาลที่มีปัญหาคอร์รัปชั่น และมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นให้องค์กรอิสระและองค์กรประชาชนมาปิดล้อมบีบภาครัฐจะทำได้ดีกว่า
ขอย้ำครับว่าวันนี้คงเป็นความคิดเบื้องต้น และคงต้องไปจัดความคิดให้ดีและชัด ผมอยากให้ได้ในสิ้นเดือน แต่อย่าห่วงเพราะว่างานนี้ไม่มีทางเสร็จในรัฐบาลเดียว ต้องเป็นกลไกที่ข้ามรัฐบาลได้ และสองไม่ต้องกังวลนะครับเพราะว่ารัฐบาลนี้ยังมีอายุอยู่พอสมควรเพราะว่าตัดอายุลงมาแล้วเขาไม่ยอมรับ ฉะนั้นถ้าเราทำกลไกให้พร้อมไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้







