posttoday
เลิก พรก.ฉุกเฉิน ได้ทุกฝ่าย

เลิก พรก.ฉุกเฉิน ได้ทุกฝ่าย

12 มีนาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

สัญญาณจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล หลังครบกำหนดในวันที่ 22 มี.ค.นี้ โดยศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) จะไปประเมินสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ภายในวันสองวันก่อนจะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา โดยกระบวนการทั้งหมดจะมีความชัดเจนในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า

เมื่อประเมินรอบด้านแล้ว การยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ย่อมเป็นผลดีกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กปปส. หรือแม้แต่จะเป็นผลดีกับประเทศ มากกว่าจะขยายเวลาต่อไปแบบไร้ประโยชน์ ซึ่งมีแต่จะเป็นเสี้ยนหนามให้ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาถล่มรัฐบาล

สาเหตุประการแรก เพราะความตั้งใจเดิมที่ยกระดับจากการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. เป็นระยะเวลา 60 วัน นั้น เพื่อต้องการควบคุมดูแลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ให้เป็นไปอย่างราบรื่นไม่ถูก กปปส.ขัดขวาง แต่สุดท้ายการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่เป็นผล ยังมีอีก 28 เขต ที่ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เอาไว้

ยิ่งเวลานี้ อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่สามารถนำไปบังคับใช้ควบคุมการชุมนุมเคลื่อนไหวของ กปปส.ได้สมบูรณ์อย่างที่กฎหมายให้อำนาจไว้ เนื่องจาก “ศาลแพ่ง” ที่แม้จะไม่ยกเลิกประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่ กปปส.ยื่นคำร้อง แต่ให้การคุ้มครองกับผู้ชุมนุมตามคำร้องโดยการออกคำสั่งประกาศห้ามใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 9 ข้อ จนแทบไม่ต่างจากการยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปโดยปริยาย

ไม่ว่าจะเป็นห้ามจำเลยใช้กำลังสลายการชุมนุม ห้ามยึดอายัดสินค้าอุปโภค ห้ามออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ห้ามกระทำการที่เป็นการปิดกั้นการจราจรหรือการใช้เส้นทางผู้ชุมนุม ห้ามออกคำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ห้ามออกคำสั่งห้ามการใช้ยานพาหนะ ห้ามออกคำสั่งห้ามบุคคลออกจากพื้นที่หรืออาคาร ฯลฯ

ดังนั้น การตัดสินใจไม่ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไป จึงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะรัฐบาลยังสามารถกลับไปใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งเปลี่ยนจาก ศรส. เป็น ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เพราะตามมาตรา 18 พ.ร.บ.มั่นคง ให้อำนาจสามารถสั่งห้ามเข้าออกพื้นที่ อาคาร สถานที่ ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะ ฯลฯ

ที่สำคัญ การปรับมาเป็น พ.ร.บ.มั่นคง ยังจะช่วยลดบทบาทของ “กองทัพ” ที่เข้ามาช่วยควบคุมดูแลเหตุการณ์ ยิ่งในภาวะที่เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างกองทัพและรัฐบาล นั่นจึงเป็นการดีกว่าหากปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ หรือหากกองทัพจะยังปักหลักตั้งบังเกอร์ 176 แห่ง ก็ต้องควักงบประมาณในส่วนของกองทัพเอง ไม่เกี่ยวข้องกับ ศอ.รส.

ประการต่อมา สถานการณ์ความรุนแรงที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากกลุ่ม กปปส.ปรับแผนการเคลื่อนไหวจากเดิมที่งัดแผนดาวกระจาย ตั้งเวทีกระจายตัวอยู่ตามแยกต่างๆ ภายใต้ปฏิบัติการชัตดาวน์ กทม. มาเป็นการชุมนุมเพียงแค่เวทีสวนลุมพินีเวทีเดียว พร้อมใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วแทนที่การเคลื่อนที่ด้วยขบวนใหญ่ไปตามสถานที่ต่างๆ

อีกทั้ง กปปส.ยังตั้งท่าปักหลักสวนลุมพินียาว เดินหน้าขับเคลื่อนเรื่องการ “ปฏิรูป” ลงเนื้อหารายละเอียดว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร ด้วยการเชิญนักวิชาการ คนในสาขาวิชาชีพ ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมถกหาแนวทางปฏิรูป หลังจากที่เปิดตัวนัดแรกไปแล้วด้วยเรื่องการแก้ปัญหาความยากจน และยังมีอีก 5 หัวข้อที่จะได้หารือในช่วงเวลาต่อจากนี้ ปัจจัยที่จะเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงจึงลดน้อยลงไป

อีกประเด็นสำคัญคือเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจที่กำลังประสบปัญหาจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งกระทบทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน พร้อมออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการยกเลิกโดยเร็ว เพราะกรมธรรม์ประกันภัยจะไม่ครบคลุมในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมายัง กทม.

ข้อมูลจาก สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง เหลือเพียง 4.5 หมื่นคนต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมีนักท่องเที่ยว 7 หมื่นคนต่อวัน ที่สำคัญช่วงนี้จะเป็น “โอกาสทอง” ของไทยที่จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก เนื่องจากจีน ญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา กำลังประสบภัยธรรมชาติมีพายุหิมะ

ส่วนหอการค้าประเมินความเสียหายเบื้องต้นจากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันละ 200500 ล้านบาท และหากการชุมนุมยังคงยืดเยื้อตลอดทั้งไตรมาสแรก คาดว่าจะส่งผลกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ดังนั้นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงย่อมเป็นผลดีต่อภาคธุรกิจและประเทศ

นอกจากนี้ ยังถือเป็นผลดีต่อ กปปส. และกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะไม่ต้องมาคอยพะวักพะวนกับการใช้อำนาจภาครัฐเพื่อควบคุมการชุมนุม และทำให้การเคลื่อนไหวต่อจากนี้คล่องตัวมากขึ้น การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงถือเป็นผลดีกับทุกฝ่ายในภาวะเช่นนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท