posttoday
Hate Speech หรือ Free Speech ?

Hate Speech หรือ Free Speech ?

12 มีนาคม 2557

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และประชาชนย่อมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี (Free Speech) แต่การแสดงความคิดเห็นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างผู้พูดและผู้ที่ถูกกล่าวถึง และหลายกรณีการแสดงความคิดเห็นได้สร้าง “ความจงเกลียดจงชัง” หรือ “ความแตกแยก” ขึ้นในสังคม ซึ่งการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้เรียกกันทั่วไปว่า “Hate Speech”

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และประชาชนย่อมแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี (Free Speech) แต่การแสดงความคิดเห็นนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างผู้พูดและผู้ที่ถูกกล่าวถึง และหลายกรณีการแสดงความคิดเห็นได้สร้าง “ความจงเกลียดจงชัง” หรือ “ความแตกแยก” ขึ้นในสังคม ซึ่งการแสดงความคิดเห็นเช่นนี้เรียกกันทั่วไปว่า “Hate Speech”

ในทางกฎหมายจึงมีประเด็นที่น่าสนใจว่า อย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี (Free Speech) และอย่างไรจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่สร้างความจงเกลียดจงชังหรือความแตกแยกในสังคม (Hate Speech) และผู้กล่าว Hate Speech นี้ ควรได้รับการลงโทษหรือไม่ ข่าวสารพัฒนากฎหมายฉบับนี้จึงจะพาท่านไปดูว่าประเทศอื่นๆ เขามีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?

จากการศึกษากฎหมายของประเทศต่างๆ พบว่าแต่ละประเทศมีทรรศนะเกี่ยวกับขอบเขตความเหมาะสมของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นแตกต่างกันไป

ในประเทศแคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และอิสราเอล ถือว่าการแสดงความคิดเห็นที่ส่อไปในทางดูถูก เสียดสี หรือเหยียดหยามทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อในทางศาสนา เหล่านี้เป็น Hate Speech และผิดกฎหมาย เช่น ฝรั่งเศส และอิสราเอล ถือว่าการแสดงความคิดเห็นในทางสนับสนุน รวมทั้งการใช้ ให้ หรือจำหน่ายสัญลักษณ์ของลัทธินาซี อันได้แก่ เครื่องหมายสวัสดิกะ (Swastika) และธงสัญลักษณ์ของพรรคนาซีในลักษณะการสนับสนุน หรือส่งเสริมลัทธิดังกล่าวถือเป็นความผิด รวมถึงการห้ามประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อเท็จจริงที่เป็นการปฏิเสธเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ด้วย

ในทางตรงข้าม สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพี่เบิ้มแห่งโลกเสรีได้มีการรองรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงการพูดให้ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ โดยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา (First Amendment) ได้มีการบัญญัติรองรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนไว้ ดังนี้ คือ

1.สิทธิในการแสดงความคิดเห็น (Freedom of speech)

2.สิทธิในการพิมพ์ (Freedom of the press)

3.สิทธิในการรวมกลุ่มอย่างสงบ (Peaceably assemble)

ดังนั้น ภายใต้ First Amendment อเมริกันชนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้อย่างเสรี

การที่แต่ละประเทศต่างมีการกำหนดขอบเขตของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่แตกต่างกันไป จึงเป็นเหตุให้การพูดแสดงความคิดเห็นที่สามารถทำได้ในประเทศหนึ่ง อาจเป็นการต้องห้ามในอีกประเทศหนึ่ง

ยกตัวอย่างในกรณีที่นิตยสารฉบับหนึ่งของแคนาดาได้พิมพ์ข้อความในเชิงส่อเสียดต่อศาสนาอิสลาม ในประเด็นเรื่องการมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นของคนมุสลิมในโลกตะวันตก ซึ่งในขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

จึงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า หากเป็นกรณีเดียวกันแต่เกิดขึ้นในดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกันอย่างอเมริกาจะมีผลเป็นอย่างไร ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ต่างสวมวิญญาณหมอลักษณ์ เรขานิเทศ “ฟันธง” เป็นเสียงเดียวกันว่าภายใต้ First Amendment การพิมพ์ข้อความลักษณะดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครองในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

การฟันธงดังกล่าวคงไม่น่าแปลกใจนักหากจะมองย้อนกลับไปดูสังคมอเมริกันในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปรากฏว่าการแสดงความคิดเห็นของประชาชนอเมริกันเป็นไปอย่างเสรีเสมอมา เช่น ในปี 1969 ศาลสูงของรัฐโอไฮโอได้วางบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้ในคดีของกลุ่ม Klu Klux Klan หรือ KKK ซึ่งเป็นชื่อขององค์กรบูชาชาติพันธุ์ฝรั่งผิวขาวอย่างสุดโต่ง ต่อต้านเชื้อชาติและศาสนาอื่นๆ โดยเฉพาะชาวแอฟริกันอเมริกัน และชาวยิว โดยมักจะใช้ความรุนแรงในการจัดการ เพื่อจุดประสงค์สูงสุดในการบูชาเผ่าพันธุ์ผิวขาวของตนเอง

ถึงแม้การใช้ความรุนแรงจะเป็นสิ่งต้องห้ามและผิดกฎหมาย แต่การเผยแพร่ลัทธินิยมโดยการประชาสัมพันธ์ภายใต้ข้อความ เช่น “send the Jew back to Israel” หรือ “bury blacks and to consider revengeance” ก็ยังปรากฏให้เห็นในสังคม

แม้อเมริกาจะไม่มีเรื่อง Hate Speech แต่บรรทัดฐานของศาลดังกล่าว แทนที่จะเป็นการส่งเสริมพวกปากไม่มีหูรูดให้ได้เจริญรุ่งเรือง แต่กลับทำให้อเมริกันชนตระหนักว่า Hate Speech ไม่ใช่เรื่องที่ดีและสร้างรอยร้าวขึ้นในสังคมอเมริกัน และสร้างปัญหาความรุนแรงตามมาในสังคม

ชาวอเมริกันจึงสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นในหมู่สาขาอาชีพต่างๆ ว่าจะไม่กระทำการอันเป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริม Hate Speech และเมื่อใดที่มีการใช้ Hate Speech ผู้แสดงความคิดเห็นก็มักจะถูกโจมตีจากคนส่วนใหญ่ของสังคมเสมอ

ประเทศไทยเรานั้นก็มีการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในการพูด เขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นไว้ในมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน โดยการจำกัดเสรีภาพเช่นว่านั้นจะกระทำมิได้

เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน

อีกทั้งต้องไม่เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

อย่างไรก็ดี ในเรื่อง Hate Speech ที่มุ่งก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคมนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้รับความสนใจไยดีเท่าใดนักในประเทศไทย ทั้งที่เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อความเป็นเอกภาพของสังคมไทยโดยส่วนรวม

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรจะต้องดูแลเรื่อง Hate Speech เพื่อมิให้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกในหมู่ประชาชนคนไทยมากไปกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท