
อ่านใจศาล รธน. ชี้ชะตาเงินกู้ 2 ล้านล.
12 มี.ค. เป็นอีกวันที่รัฐบาลเฝ้ามองด้วยใจระทึก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
12 มี.ค. เป็นอีกวันที่รัฐบาลเฝ้ามองด้วยใจระทึก เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเตรียมอ่านคำวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยผู้ที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีด้วยกันสองฝ่าย ได้แก่ 1.พรรคประชาธิปัตย์ และ 2.กลุ่ม 40 สว.
การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าร่าง พ.ร.บ.ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น จะมีความแตกต่างกับการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 บัญญัติไว้ว่ากรณีที่ร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับจะไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีข้อความที่เป็นสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ไปขัดกับรัฐธรรมนูญเท่านั้น ในทางกลับกันหากศาลเห็นว่าแม้ข้อความดังกล่าวจะขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญก็สามารถให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้ เพียงแต่ต้องตัดข้อความนั้นออกจากร่าง พ.ร.บ.ไปก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่ม 40 สว.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจะเห็นได้ว่าล้วนเป็นสาระสำคัญของกฎหมายแทบทั้งสิ้น ประกอบด้วย 1.กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 2.เงิน 2 ล้านล้านบาท ถือเป็นการจ่ายเงินแผ่นดินที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 หรือไม่
ดูจากประเด็นที่ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่คำวินิจฉัยจะออกมาในแนวทางหนึ่งแนวทางใดภายใต้ 2 แนวทาง คือ
1.วินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ตกไปทั้งฉบับ และ 2.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับ โดยมีความเป็นไปได้น้อยที่ศาลจะวินิจฉัยให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้ แต่ต้องตัดบางข้อความที่ขัดกับรัฐธรรมนูญออก เพราะประเด็นนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยถือเป็นถ้อยคำที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมาย
แนวทางที่ 1 วินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ตกไปทั้งฉบับ
ปัจจัยที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวนี้อยู่ที่ “กระบวนการตรากฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร” เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีหลักฐานชัดเจนว่าในระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทของสภาในวาระที่ 2 เพื่อลงมติเห็นชอบเป็นรายมาตราในมาตราที่ 6 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ปรากฏว่ามีการกดบัตรลงคะแนนแทนของ สส.พรรคเพื่อไทย
ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้วว่า การกดบัตรลงคะแนนแทนกันจะมีผลให้กระบวนการทางนิติบัญญัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่มีคำวินิจฉัยที่ 1518/2556 ที่ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“การดําเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงําใดๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย” สาระสำคัญในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมาย
ดังนั้น หากเพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ากระบวนการตรากฎหมายกู้เงินขัดต่อรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าร่าง พ.ร.บ.ต้องตกไปโดยปริยาย และอาจไม่จำเป็นที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นของเนื้อหาในกฎหมายว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป
แนวทางที่ 2 เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ทั้งฉบับ
คำวินิจฉัยจะออกมาในแนวทางนี้ได้ก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการลงคะแนนแทนกันของ สส.ถึงจะเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะมีผลให้กฎหมายดังกล่าวตกไป และการกู้เงินโดยการตรา พ.ร.บ.กู้เงินเป็นการเฉพาะนั้น เป็นอำนาจที่คณะรัฐมนตรีดำเนินการได้เหมือนกับการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็ง โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ที่กำหนดให้การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ด้วยการตรากฎหมาย 4 ฉบับ (กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง)
นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยที่อาจช่วยให้กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีโอกาสได้ไปต่อ คือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะให้น้ำหนักกับประเด็นทางเศรษฐกิจมากน้อยอย่างไร
ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามใช้ประเด็นเกี่ยวกับ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” มาเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อให้เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลเคยใช้ได้ผลมาแล้วจากการต่อสู้ในกรณีของ “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555” ที่ได้ชี้ให้เห็นในครั้งนั้นว่าถ้าประเทศไทยไม่มี พ.ร.ก.ฉบับนี้จะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
“ถ้าดูจากโครงสร้างพื้นฐานใน พ.ร.บ.ตัวนี้ ส่วนใหญ่แล้วผลตอบแทนที่สำคัญคือผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ สมมติทำถนน 4 เลน หรือทำรถไฟรางคู่ เราไม่ได้ผลตอบแทนเป็นเม็ดเงิน แต่ด้วยความเจริญ เมืองนี้กระจายออกไป การขนส่งสินค้าได้ถูกลง ประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษ ลดอุบัติเหตุ” คำชี้แจงในศาลรัฐธรรมนูญของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางใด ย่อมมีผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตอย่างแน่นอน







