
สยายปีกอุ้มเอสเอ็มอีภูธร
บสย.ลุยค้ำประกันสินเชื่อพ่อค้าอ.แม่สอดจัด2แพ็กเกจปล่อยเงินกู้2ล้านต่อราย
บสย.ลุยค้ำประกันสินเชื่อพ่อค้าอ.แม่สอดจัด2แพ็กเกจปล่อยเงินกู้2ล้านต่อราย
บสย.เตรียมช่วยธุรกิจ รายย่อยตามแนวชายแดน อุ้มรายใหม่ 1,200 ราย
นายคมสัน วัฒนวนาพงษ์ ผู้จัดการสำนักงานสาขาอาวุโส สำนักงานสาขาพิษณุโลก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาห กรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ปีนี้ บสย.มุ่งให้ความสำคัญกับการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาด กลางและขนาดย่อมในท้องถิ่นในภูมิภาค โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในตลาดการค้าชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับเมืองเมียวดีของพม่า ซึ่งมีมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกันสูง และมีอัตราการขยายตัวในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ ที่ บสย.เตรียมจัดไว้ให้กับ ผู้ผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มนี้ คือ แพ็กเกจ PGS5 และแพ็กเกจสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ หรือ นิว สตาร์ท อัพ ภายใต้กองทุนตั้งตัวได้ที่มีมูลค่ากองทุน 3 ล้านบาท โดย บสย.จะเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการในวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย ซึ่ง บสย.ตั้งเป้าหมายจะมีลูกค้าใหม่ในตลาดการค้า อ.แม่สอด เพิ่มเป็น 550-600 ราย จากปัจจุบันที่ บสย.มีลูกค้าอยู่ที่ 500 ราย
“กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีของ บสย.ใน อ.แม่สอด จ.ตาก มีอัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มในอัตราที่สูง จนขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 4 แล้ว จากก่อนหน้าอยู่ในอันดับที่ 7 ขณะที่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีรายได้สูงสุด 3 อันดับแรกของ บสย.ในปัจจุบัน คือ ลูกค้าใน จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร และพิษณุโลก” นายคมสัน กล่าว
ทั้งนี้ การค้าชายแดนไทยพม่า ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวเติบโตสูง โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประเมินว่าปัจจุบันมูลค่าการส่งออกผ่านการค้าชายแดนอำเภอแม่สอด จ.ตาก ติดอันดับ 1 ใน3 ของตลาดชายแดน หรือมีมูลค่าการซื้อขายสะพัดบนดินไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่รวมมูลค่าตลาดซื้อขายระบบใต้ดินที่มีมูลค่าสูงพอสมควร
“ประเภทธุรกิจรายย่อยที่มีอัตราการเติบโตดีในตลาดการค้าชายแดนแม่สอด จะเป็นทั้งกลุ่มสินค้าและบริการทั่วไป เช่น อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้ง เทรดดิง ที่ได้รับความสนใจจากตลาดพม่า” นายคมสันต์ กล่าว
พร้อมกันนั้น บสย.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยท้องถิ่น ผ่านโครงการศูนย์บ่มเพาะเพื่อให้มีศักยภาพขยายการทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่ทำตลาดในตลาดการค้าชายแดนอ.แม่สอด เพราะปัญหาหลักของเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ คือ ยังไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ บสย.ได้จัดทำโครงการนำร่องบ่มเพาะและเข้าไปค้ำประกันสินเชื่อให้ลูกค้าเอสเอ็มอีครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 11 จังหวัด แบ่งเป็น 9 จังหวัดในภาคเหนือตอนบน และ 2 จังหวัดในภาคใต้ คือ เพชรบุรี และสงขลา ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ 20 ราย ที่เข้ารับการอบรมในศูนย์บ่มเพาะ ตลอดจนหาขยายช่องทางการทำตลาดใหม่บริเวณตะเข็บชายแดน และมีแผนขยายโครงการฯไปยังเอสเอ็มอีในภูมิภาคอื่นๆ
นายคมสัน กล่าวอีกว่า ในปี 2557 บสย.วางเป้าหมายจะมีกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีรายใหม่ที่ขอรับการค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มอีก 1,200 ราย แต่ได้ปรับลดเป้ารายได้ในปีนี้ลง 40% จากเป้าเดิมที่วางไว้ในเดือน ต.ค. 2556 ที่ตั้งเป้ารายได้ที่ 6,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากการที่ชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ผู้ค้าปุ๋ย เคมีภัณฑ์ ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ ผู้ค้าเครื่องจักรการเกษตร และให้เช่าเครื่องจักรการเกษตร เนื่องจากโดยปกติช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวนาจะมาเบิกปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักร จากร้านค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้ให้เทอมการชำระเงินกับชาวนาเป็นเวลา 3 6 เดือน และมีกำหนดชำระคืนหลังจากชาวนาได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว ซึ่งต้องได้เงินค่าสินค้าจากเกษตรกรในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันจากผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ชาวนายังไม่มีเงินมาชำระคืนค่าปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ที่ติดค้าง และค่าเครื่องจักร รวมทั้งไม่มีเงินมาซื้อสินค้าทางการเกษตรเพื่อเตรียมการผลิตในฤดูกาลใหม่
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเอสเอ็มอีแม้จะยังไม่รุนแรง เนื่องจากยังมีทุนเดิมที่สามารถนำมาหมุนเวียนและชำระหนี้ธนาคารได้ระดับหนึ่ง แต่ได้เริ่มเห็นสัญญาณว่าบางส่วนมีการชำระหนี้ล่าช้าบ้างแล้ว หากปล่อยไว้อาจส่งผลให้ขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจทำให้การเดินบัญชีของลูกค้าลดลง และไม่กล้าลงทุนต่อเนื่อง เพื่อขอรอดูสถานการณ์ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด
“ธนาคารจึงได้ส่งทีมงานเข้าไปติดตามดูแลลูกค้ากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด และออกโปรแกรมช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วยการพักชำระเงินต้น และให้ลูกค้าสามารถผ่อนชำระเฉพาะดอกเบี้ยนาน36 เดือน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้า นอกจากนี้ยังได้เตรียมให้วงเงินสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ลูกค้าที่เป็นผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตแก่ชาวนด้วย
ทั้งนี้ ธนาคารมีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวรวม 4,537 ราย ยอดสินเชื่อคงค้าง 13,683 ล้านบาท คิดเป็น 2.75% ของยอดสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในธุรกิจค้าปุ๋ย เคมีการเกษตร และโรงสี ที่อยู่ในภาคอีสานเป็นหลัก โดยตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 ที่เริ่มเกิดปัญหาในโครงการรับจำนำข้าว จนถึงปัจจุบัน ธนาคารอนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้ไปแล้วรวมกว่า 1,030 ล้านบาทซึ่งธนาคารคาดหวังว่ามาตรการในการช่วยเหลือของธนาคารในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจไปได้ระยะหนึ่ง จนกว่าปัญหาเรื่องการชำระเงินค่าจำนำข้าวจะคลี่คลาย







