
มาจัดการอารมณ์ ‘ไม่ยอมกัน’ บนท้องถนนกันเถอะ!
จากคลิปวิดีโอรถสิบล้อและรถกระบะบรรทุกของขับรถปาดกันไปมาบริเวณถนนพระราม 2
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
จากคลิปวิดีโอรถสิบล้อและรถกระบะบรรทุกของขับรถปาดกันไปมาบริเวณถนนพระราม 2 จนท้ายที่สุดรถสิบล้อได้ปาดรถกระบะบรรทุกของตกลงข้างทาง (โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร และต่างฝ่ายต่างสำนึกผิด) เมื่อพิจารณาคลิปวิดีโอนี้อย่างถ้วนถี่ พบว่าที่มาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากอารมณ์ “ไม่ยอมกัน” เมื่อไม่ยอมกันก็เลยต้อง “ปาด” ให้รู้เสียบ้างว่าบนท้องถนนแห่งนี้ “ใครใหญ่”
ถามว่าการใช้อารมณ์ในลักษณะแบบนี้ มันเกิดขึ้นได้เพียงคนขับรถสิบล้อ หรือคนขับรถกระบะบรรทุกของตามที่ตกเป็นข่าวเพียงแค่นี้หรือเปล่า คำตอบคือ เปล่า อารมณ์ไม่ยอมกันมันเกิดขึ้นได้กับทุกคน และกับคนขับรถทุกคัน ไม่ว่าจะคันใหญ่หรือคันเล็ก
ในฐานะคนใช้รถใช้ถนน
เราทุกคนควรทำอย่างไรดีกับอารมณ์ที่ว่า
เพื่อที่จะได้ไม่เกิดการปะทะทางอารมณ์
จนนำไปสู่บางสิ่ง...ที่ ไ ม่ ค า ด ฝั น ?
พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า เราทุกคนควรต้องเรียนรู้การจัดการอารมณ์โกรธของตัวเอง หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Anger Management
“ก่อนอื่นต้องบอกว่าอารมณ์โกรธเป็นอารมณ์ด้านลบที่นำไปสู่อารมณ์รุนแรง ซึ่งมันต้องมีการจัดการ หากปล่อยไว้มันจะยิ่งสะสมและทำให้มีผลกระทบเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ขั้นต่ำๆ ก็เช่นทะเลาะกัน ทะเลาะแล้วตามมาด้วยความรู้สึกบาดหมาง ใช้ภาษารุนแรง ใช้ความรุนแรง เช่น ชกต่อย จนไปถึงขั้นใช้อาวุธทำร้ายกันจนบาดเจ็บ พิการ เลยเถิดไปจนถึงขั้นเสียชีวิต”
แพทย์หญิงท่านนี้ เผยว่า เมื่อเราถูกกระตุ้นอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นโดนรถคันอื่นขับปาดหน้า จี้ตูด หรือเบียดแทรกโดยไม่เปิดไฟขอทาง หรือเปิดไฟขอทางก็เปิดแบบกะทันหันแล้วหักเลี้ยว แน่นอนว่าเราต้องรู้สึกหงุดหงิด เผลอสบถคำด่า ซึ่งอาการเหล่านี้ยังถือว่าไม่รุนแรงมากนัก
“แต่อาการรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนที่โกรธขั้นสุด มักเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงเป็นพื้นฐานมาก่อนหน้านี้ เมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์ เขาอาจโกรธขั้นรุนแรงได้ง่าย แต่ถ้าคนที่ได้เรียนรู้การจัดการอารมณ์โกรธเป็น หรือถูกฝึกให้คลี่คลายอารมณ์โกรธของตัวเองได้เร็วมาก่อนหน้านี้ เมื่อถูกกระตุ้นอารมณ์จากกระทำของผู้อื่นที่สร้างความไม่พอใจให้กับเรา เราก็จะหงุดหงิดสั้นลง คลี่คลายอารมณ์ของตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าระงับอารมณ์โกรธของตัวเองไม่ได้ ย่อมจะมีผลกระทบอีกมากมายตามมา”
นอกจากนี้ พญ.พรรณพิมล ยังได้ให้ความเห็นว่า ก่อนที่เราทุกคนจะเริ่มต้นจัดการอารมณ์โกรธของตัวเอง เราทุกคนต้องเรียนรู้และยอมรับว่า อารมณ์โกรธคือจุดอ่อนที่เมื่อปล่อยให้เกิดขึ้นบนท้องถนนบ่อยเข้า อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง ความสูญเสีย หรือเกิดเป็นคดีความได้
“เวลาเราถูกปลุกเร้าด้วยการกระทำของผู้อื่น อารมณ์โกรธของเราจะพุ่งสูงขึ้น หากเราควบคุมหรือดูแลได้ รวมทั้งตระหนักรู้ถึงผลที่จะเกิดตามมา อารมณ์มันจะลดลง จนคลี่คลายด้วยตัวเราเองในท้ายที่สุด แต่หากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน มีเรื่องแน่นอน เพราะฉะนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันบนท้องถนน เราอย่ายึดติดคำว่า มันเริ่มก่อน ทำเราก่อน ยอมไม่ได้ ยอมได้ไง แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า เราจะยอมให้เกิดเหตุการณ์ที่จะตามมาไปเพื่ออะไร ทำไมเราต้องยอมเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอะไรแบบนั้น”
ในส่วนของปัจจัยด้านอากาศ เช่น อากาศร้อนอบอ้าว สภาวะรถติด หรือรถวิ่งกันให้ขวักไขว่ ก็มีส่วนเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ให้อีกทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนกับการพกพาอาวุธ หรือขนาดของรถ ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าขับรถใหญ่แล้วพกปืน จะทำอะไรกับใครก็ได้
“สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแสดงอีโก้ของคนขับ แต่แท้จริงแล้วปัญหากระทบกระทั่งกัน มันอยู่ที่อารมณ์ของคนขับล้วนๆ หากไม่ทำให้อารมณ์โกรธคลี่คลาย ปัญหาต่างๆ ก็จะเกิดตามมา วิธีแนะนำมีอยู่สองอย่าง คือ 1.ถ้ามีการถูกกระตุ้นอารมณ์ อย่าปล่อยให้อากาศ อาวุธ หรือขนาดของรถมาช่วยทำให้อีโก้ในตัวสูงขึ้น 2.ถ้าเริ่มหงุดหงิด เริ่มโมโห ก่อนจะโกรธจนไม่สนใจอะไร ให้เริ่มผ่อนคลายตัวเอง อยู่ในรถก็ให้เร่งแอร์ขึ้นอีกหน่อย เปิดเพลงเบาๆ ฟัง ให้ความสนใจของเรากลับมาอยู่ในรถของเรา ไม่งั้นมันจะสนใจกับคู่กรณี เมื่อเราจดจ่ออยู่แต่การกระทำของคู่กรณีที่สร้างความหงุดหงิดให้เรา อารมณ์โกรธของเรามีสิทธิขึ้นไปขั้นสูงสุดได้จนจิตหลุด ไม่สนใจอะไรแล้ว อาจใช้อาวุธหรือความเป็นรถคันใหญ่กว่าทำร้ายคู่กรณีได้ ทีนี้แหละ เกิดผลกระทบที่รุนแรงตามมาอย่างแน่นอน”
พญ.พรรณพิมล ทิ้งท้ายว่า เมื่อผู้ใช้รถใช้ถนนฝึกฝนตามคำแนะนำนี้อยู่บ่อยๆ อารมณ์โกรธจะสั้นลง เราจะควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น ที่สำคัญที่สุด ขอให้เรารู้ตัวอยู่ทุกขณะว่าเราตั้งใจไปไหน มีเป้าหมายใดที่ต้องไปให้ถึง ที่สำคัญที่สุด เรายังต้องรับผิดชอบตัวเราเองในการเดินทาง เพราะฉะนั้นเราต้องไม่เสียเวลาไปกับเรื่องแบบนี้
นอกจากการเรียนรู้การจัดการอารมณ์โกรธของตัวเองแล้ว เรายังต้องเรียนรู้ “ธรรมะกับการจราจร” ซึ่งนี่เป็นหลักคิดที่ พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร เผยว่า มันช่วยเรื่องสภาพจิตใจอันอ่อนแอของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี
“สมัยนี้คนขับขี่รถบนท้องถนนต้องมีหลักธรรมะกับการจราจร เพื่อจะได้ละอารมณ์โกรธที่นำไปสู่อะไรอีกมากมายที่จะเกิดตามมา ซึ่งหลักธรรมะกับการจราจรนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ 1.ขับขี่อย่างมีความพร้อม สภาพรถดี สภาพใจดี ไม่ขับขี่เมื่อมีอารมณ์ฉุนเฉียว 2.ขับขี่อย่างมีน้ำใจ ไม่เบียดเบียนคนอื่น 3.ไม่ดื่มของมึนเมา ไม่ซิ่ง ไม่แซง ไม่แรง ไม่มีเรื่อง 4.ขับขี่อย่างมีปัญญาและขันติธรรม ข่มความโกรธด้วยความเมตตา ถ้าข่มความโกรธไม่ได้จะมีเรื่องทันที”
พ.ต.อ.วีระวิทย์ เผยว่า ถ้าเรานำหลักธรรมะ 4 ข้อนี้ไปฝึกใช้ เหตุการณ์ปะทะกันด้วยอารมณ์บนท้องถนนก็คงไม่เกิดขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยๆ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็จะเป็นแค่อารมณ์ชั่วครู่ ที่เดี๋ยวสักพักก็จะคลี่คลายผ่านไปได้ด้วยดี
“ผมคิดว่าปัญหากระทบกระทั่งกันบนท้องถนน ตัวผู้ขับขี่เป็นตัวสำคัญ ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องคำนึงถึงหลักธรรมะ 4 ข้อนี้ ยิ่งสภาพการจราจรในปัจจุบันหนาแน่นขึ้น มีรถมากขึ้น การมีปัญหาย่อมเกิดขึ้นมากตามไปด้วย แต่ถ้าเราไม่ใช้อารมณ์ เราก็ไม่กระทบกระทั่งกัน ที่สำคัญ ไม่ไปโดนกับรถคันอื่นๆ จนเกิดความเสียหายตามมาอีก ซึ่งมันดีทั้งตัวเรา ทั้งคู่กรณี และผู้ที่ร่วมใช้ถนนกับเราอีกด้วยครับ”







