
ศาลแพ่งนัดไต่สวนศรส.เนรเทศสาธิต25มี.ค.
ศาลแพ่งนัดโจทก์-จำเลยไต่สวน กรณีกปปส.ยื่นคำร้องศรส.ละเมิดคำสั่งศาลเนรเทศ "สาธิต เซกัล" 25มี.ค.
ศาลแพ่งนัดโจทก์-จำเลยไต่สวน กรณีกปปส.ยื่นคำร้องศรส.ละเมิดคำสั่งศาลเนรเทศ "สาธิต เซกัล" 25มี.ค.
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณียื่นเรื่องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ดำเนินการกับร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศรส.จากกรณีลงนามในคำสั่งเนรเทศนายสาธิต เซกัล นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการละเมิดคำสั่งศาลแพ่ง และหลังจากที่ได้ยื่นคำร้อง ศาลได้รับคำร้องและมีการนัดไต่สวนในวันที่ 25 มี.ค.นี้
นายถาวร กล่าวว่า โดยจะมีการเรียกโจทก์และจำเลยมาไต่สวนพร้อมกัน แต่อย่างไรก็ดีขณะนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษชน ได้มีข้อสรุปและมีหนังสือไปถึงร.ต.อ.เฉลิม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และนายสาธิต โดยระบุใน 5 ประเด็น คือ
1.นายสาธิตมีถิ่นที่อยู่ถาวรในราชอาณาจักรมาแล้วกว่า 50 ปี และมีชื่ออยู่ในเอกสารทร.14 ดังนั้น จึงสามารถอยู่ในประเทศได้โดยไม่ต้องขอเอกสารอนุมัติ
2.การใช้อำนาจตามพรก.ฉุกเฉิน มาตรา11 ในการเนรเทศนั้นต้องคำนึงถึงการถูกแทรกแซงสิทธิในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวตามกติการะหว่างประเทศซึ่งไทยได้เป็นภาคีสมาชิกอยู่ในขณะนี้
3.การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง และต้องอยู่บนพื้นฐานสุจริตไม่เลือกปฏิบัติ โดยในกรณีของนายสาธิต ซึ่งมีหมายจับในข้อหากบฎอยู่ ดังนั้น จึงต้องอยู่ในประเทศจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งหากมีการสั่งเนรเทศก็เท่ากับว่า เป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาออกนอกประเทศโดยไม่ต้องการรับโทษ
4.การพิจารณาของคณะกรรมการตรวจคนเข้าเมืองเป็นการพิจารณาที่ขัดหลักธรรมมาภิบาล
5.ศาลแพ่งได้ให้การคุ้มครอง ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถใช้ข้องบังคับตามพรก.ฉุกเฉินได้ ดังนั้น การเนรเทศจึงไม่สามารถเนินการได้เช่นกัน จึงขอให้มีการทบทวนเรื่องนี้ เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมายซ้ำซึ่งอาจนำมาซึ่งการดำเนินคดีอาญา อีกทั้งยังกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและอินเดีย ซึ่งอาจมีการมองว่ารัฐบาลใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในส่วนของกปปส.นั้นเราจะพยายามดำเนินการให้รัฐบาลพ้นสภาพโดยเร็วที่สุด







