posttoday
โค้งสุดท้ายกปปส.ลุยปฏิรูป

โค้งสุดท้ายกปปส.ลุยปฏิรูป

11 มีนาคม 2557

เปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับเวทีเสวนาระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่

โดย...ธนพล บางยี่ขัน

เปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับเวทีเสวนาระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้หัวข้อ “แก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมเข้มแข็ง”

“งานนี้ถือเป็นการรวบรวมความคิดจากประชาชน นักปราชญ์ ผู้รู้ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้ศึกษาวิจัยปัญหาของประเทศ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยน และทำให้สำเร็จ ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง เมื่อมีรัฐบาลของประชาชน” สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. อธิบายวัตถุประสงค์การจัดเวทีปฏิรูปที่กำหนดประเด็นปฏิรูปไว้เบื้องต้น 6 ด้าน 1 ความยากจน 2.การแก้ทุจริต 3.การกระจายอำนาจ 4.ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ 5.ปฏิรูปการเลือกตั้งและพรรคการเมือง และ 6.การปฏิรูประบบราชการ

การปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวของ กปปส.รอบนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากเดิมที่ให้น้ำหนักไปที่การเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาให้ความสำคัญกับ “เนื้อหา” การปฏิรูปว่าจะปรับเปลี่ยนในประเด็นใดบ้าง และแต่ละประเด็นมีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร

สาเหตุประการแรก เพราะเวลานี้การเคลื่อนไหวของ กปปส. ซึ่งเปิดหน้าขับไล่รัฐบาลมานานกว่า 4 เดือน เริ่มจะถึงจุดอิ่มตัวแต่ยังไม่มีพลังเพียงพอจะสั่นคลอนเก้าอี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ให้ลาออกเปิดทางตั้งสภาประชาชน เดินหน้าปฏิรูปประเทศ อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่แรก

ไม่ว่าจะยกระดับปรับดีกรีเพิ่มรูปแบบการกดดันรัฐบาล ทั้งการชุมนุมใหญ่ นัดปิดล้อมทำเนียบ ปรับแผนดาวกระจายไปปิดหน่วยงานต่างๆ ชัตดาวน์กรุงเทพฯ หรือขยับรุกไล่นายกฯ แบบถึงตัว แต่ก็ไม่อาจแซะเก้าอี้นายกฯได้สำเร็จ

สุดท้าย การชี้เป็นชี้ตายต่อเก้าอี้นายกฯ อาจต้องไปรอลุ้นผลชี้ขาดในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ทว่าด้วยเงื่อนไขด้านเวลาที่ยังไม่รู้ว่าแต่ละคดีจะตัดสินได้เมื่อไหร่ ทำให้ กปปส.ต้องปรับท่าทีการเคลื่อนไหวในช่วงนี้

เมื่อการเคลื่อนไหวมวลชนด้วยยุทธวิธีเดิมๆ ในภาวะที่มีทั้งความอ่อนล้าสะสม ความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมของมวลมหาประชาชนเริ่มลดน้อยถอยลงไปจากเดิม ประเมินแล้วน่าจะได้ผลไม่ต่างจากที่เคยเป็นมา ตราบใดที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ยังอ้างความชอบธรรมที่มาถูกต้องตามระบบจะอยู่รักษาสถานะรักษาการต่อไปจนกว่าจะมีคำชี้ขาดจากองค์กรอิสระที่จะวินิจฉัยให้พ้นสถานะนายกฯ ซึ่งเวลานี้มีหลายคดีที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

ทั้งคดีจากโครงการรับจำนำข้าว ไปจนถึงคดีที่ กปปส.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานะนายกฯ รักษาการว่าจะพ้นสภาพ หลังรัฐบาลไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ภายใน 30 วัน หลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2ก.พ.ที่ผ่านมา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 127ที่ระบุไว้

มาจนถึงคดีที่ 27 สว.ยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 จากกรณีก้าวก่ายแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตัวเองและผู้อื่นในการแต่งตั้งโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)จนเป็นเหตุให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคืนตำแหน่งให้แก่ถวิล และจะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) หรือไม่

ระหว่างที่รอการพิจารณาคดี การพักยกเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลมาให้ความสำคัญกับเนื้อหาการปฏิรูป จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ไม่ต้องทุ่มเทสรรพกำลังมากมาย และยังสามารถปักหลักเดินหน้าทำเรื่องนี้ได้อีกยาว

อีกด้านหนึ่งการกลับมาให้ความสำคัญกับเนื้อหา “ปฏิรูป” ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักการเคลื่อนไหวของ กปปส. โดยเฉพาะภายหลังจากถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากฝ่ายตรงข้าม กับการโจมตีว่าเนื้อหาการปฏิรูปนั้นยังไม่มีรายละเอียดความชัดเจนว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

ยิ่งในระยะหลังการเคลื่อนไหวมุ่งเน้นไปที่การขับไล่รัฐบาล บนเวทีพูดถึงแต่ทิศทางการเคลื่อนไหวโจมตีความล้มเหลวของรัฐบาลในแต่ละด้าน การขาดความชอบธรรมอยู่ในตำแหน่งต่อไปของนายกฯ แต่ละเลยไม่พูดถึงประเด็นการปฏิรูปทั้งที่ถือเป็นเหตุผลสำคัญของการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

อีกประการหนึ่ง การหันมาเน้นขับเคลื่อนเนื้อหาปฏิรูป ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับมวลชนที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับ กปปส.ว่าเส้นทางที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวนาหรือกลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) หรือกลุ่มอื่นๆ

รวมไปถึงกระชับสัมพันธ์กับมวลชนกลุ่มสาขาวิชาชีพต่างๆ ดึงให้มวลชนกลุ่มนี้ขยับเข้ามาอยู่ฝั่งเดียวกับ กปปส.มากยิ่งขึ้น

ไล่มาตั้งแต่กลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ โดย ประยงค์ ดอกลำใย เป็นตัวแทนมานำเสนอประเด็น “นโยบายที่ดินกับความเป็นธรรมทางสังคม” พูดถึงแนวคิดการจำกัดการถือครองที่ดิน ภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ที่ วิไลวรรณ แซ่เตีย นำเสนอประเด็นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม เพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานไทย พูดถึงประกันสังคมมีข้อจำกัดคุ้มครองแค่ 12 ล้านคน อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานนอกระบบ มีการจัดสวัสดิการไม่เหมาะสมต้องปรับปรุง

ที่สำคัญหากการเคลื่อนไหวของ กปปส.สามารถผลักดันไปจนถึงเป้าหมายจนตั้ง“สภาประชาชน” ได้สำเร็จ เนื้อหาการปฏิรูปในด้านต่างๆ ที่ได้หารือกันในช่วงนี้จะได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่

การปรับทิศทางการเคลื่อนไหวของ กปปส.ในช่วงโค้งสุดท้าย หันมาขยับเรื่องปฏิรูปจึงถือเป็นการติดเครื่องรอสัญญาณออกมาปิดเกมต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท