posttoday
การคัลงตายนโยบายการเงินกู้ชีพศก.

การคัลงตายนโยบายการเงินกู้ชีพศก.

11 มีนาคม 2557

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ภาวะเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในอาการร่อแร่ ไร้ตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจให้กลับมาขยายตัวได้ในระดับที่ดี เพราะการส่งออกที่หวังจะเติบโตได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ก็กลับขยายตัวต่ำกว่าคาด ปีนี้น่าจะโตได้ประมาณ 5% จากเดิม 57%

ขณะที่ด้านการใช้จ่ายในประเทศยังแผ่วต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็ขาดความเชื่อมั่นในการใช้เงิน เพราะไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า จากปัญหาการเมืองที่ยังไร้ทางออก

เช่นเดียวกัน การท่องเที่ยวที่เคยหวังจะให้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หารายได้เข้าประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงาน ช่วยให้เงินหมุนไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อชดเชยเครื่องจักรขับเคลื่อนอื่นที่กำลังอ่อนแรงได้บ้าง ก็กลับกลายเป็นว่าประเทศต่างๆ รวม 50 ประเทศ ออกประกาศคำเตือนการเดินทางเข้ามาไทย เพราะไทยมีปัญหาการชุมนุมทางการเมือง และรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว

ที่สำคัญ นักลงทุนในภาคธุรกิจทั้งไทยและเทศ ต่างขยาดไม่กล้าลงทุน เพราะไม่มั่นใจในทิศทางเศรษฐกิจ จากปัญหาการเมืองบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน มีรายงานว่านักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องหยุดชะงักแล้วมีมูลค่าถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนยังตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ร้อนถึงรักษาการนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องเรียกถกคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นการด่วน เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหาทางดึงนักลงทุนไม่ให้ทิ้งไทย

อย่างไรก็ดี ในสภาพการณ์เช่นนี้ นโยบายการคลังไม่สามารถจะช่วยเยียวยาอะไรได้เลย เพราะปัจจุบันประเทศไทยบริหารงานโดยรัฐบาลรักษาการ ไร้อำนาจในการออกนโยบายและอนุมัติการลงทุน รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ไม่สามารถทำได้ เพราะเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181

การเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนทำได้ต่ำกว่าเป้า และยังมีงบลงทุนอีกเป็นแสนล้านบาทที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้เลย เพราะรัฐบาลรักษาการไม่กล้าอนุมัติ ขณะที่งบลงทุนจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผนที่คิดไว้

เหลียวหน้าแลหลังในยามนี้ ก็เห็นแต่ “นโยบายการเงิน” หรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเท่านั้นที่จะช่วยพยุงอาการดิ่งหัวลงของเศรษฐกิจไทยได้ดีที่สุด เพราะการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง สามารถช่วยภาคการส่งออกให้ขยายตัวได้ดีอีกทาง นอกจากนี้ ยังช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจและช่วยลดต้นทุนภาระการใช้จ่ายของประชาชนผู้บริโภค เป็นการช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น การลดดอกเบี้ยในนาทีนี้จึงเป็นยาขนานเอก เพราะผลข้างเคียงน้อย แต่การส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยที่ได้ประสิทธิผลนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าพร้อมจะใช้นโยบายการเงินอุ้มเศรษฐกิจ ซึ่งอัตราที่ปรับลดต้องมากพอหรือต้องลดต่อเนื่องในระดับที่เพียงพอ ทำให้เห็นสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยขาลงพร้อมที่จะดูแลเศรษฐกิจ เพื่อกลไกดอกเบี้ยในตลาดการเงินและสถาบันการเงินทำงาน รวมถึงต้องทำให้นักลงทุนในภาคธุรกิจและภาคประชาชนเชื่อว่าแนวโน้มดอกเบี้ยจะมีทิศทางขาลงเพื่อจะได้มั่นใจกลับมาลงทุนและจับจ่ายใช้สอยอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หาก กนง.เสียงข้างมากมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ในปัจจุบันก็ถือว่าผ่อนคลายแล้ว คงไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะถ้าจะคงดอกเบี้ยไว้เพื่อรอให้ปัญหาการเมืองสะเด็ดน้ำแล้วค่อยมาลดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะไม่ทันการณ์

เช่นเดียวกัน หากจะลดดอกเบี้ยลงเพียง 0.25% ครั้งเดียวแล้วจบ ไม่มีการส่งสัญญาณการดำเนินการที่ต่อเนื่องหรือแสดงความพร้อมที่ชัดเจนในการดูแลเศรษฐกิจเหมือนการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้คงดอกเบี้ยนั้น อาจจะกลายเป็นกระสุนด้านอีก เพราะชี้นำทิศทางดอกเบี้ยในตลาดเงินไม่ได้

ฉะนั้น หากคิดจะใช้นโยบายการเงินให้เกิดประสิทธิผลต่อการดูแลเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องลดเพื่อส่งสัญญาณที่ต่อเนื่องเพียงพอ เช่น ลด 0.25% ก็ต้องต่อเนื่องเพียงพอที่จะให้คนมั่นใจว่าดอกเบี้ยลงแล้ว หรือไม่ก็ต้องลดในอัตราที่มากพอ เช่น 0.5% หรือ 1% เพื่อให้มากเพียงพอที่จะกระตุกตลาดเงินให้ปรับตัวตาม และมากพอที่ทำให้คนกล้าตัดใจหันมาใช้จ่าย เกิดอานิสงส์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม

อย่างไรก็ดี การประชุม กนง.รอบนี้ มติคงไม่เป็นเอกฉันท์ โอกาสที่จะคงและลดดอกเบี้ยมีไม่ต่างจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เพราะปัจจัยที่จะนำมาใช้พิจารณาตัดสินดอกเบี้ยหลักๆ 4 ด้าน คือ ภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงินบาท ระดับเงินเฟ้อ และการเมือง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากครั้งที่แล้วมากนัก

ทั้งนี้ การประชุม กนง.ครั้งก่อนมี 3 เสียง เห็นควรให้ลด เพราะอยากช่วยเศรษฐกิจ ส่วน กนง. 4 เสียงที่เคยให้คงดอกเบี้ย ซึ่งน้ำหนักปัจจัย 4 ด้านอาจจะทำให้ 4 เสียงข้างมากคงอีกได้ เพราะจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ เศรษฐกิจยังไม่ได้หดตัวลงมากนัก โดยหากเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อนอาจจะขยายติดลบ แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้ายังไม่ถือว่าน่าห่วงนัก

ด้านเงินเฟ้อถึงจะขยับขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่น่าห่วง เพราะยังห่างจากกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย 0.53% ส่วนการเมืองยังอยู่ในภาวะไม่ต่างจากเดิม ความรุนแรงไม่ชัดเจนว่าจะปะทุขึ้นอีกหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

แต่ปัจจัยด้านค่าเงินบาทมีโอกาสสูงขึ้นที่จะทำให้ กนง. 1 ใน 4 เสียงกลับมาพิจารณาลดดอกเบี้ยในการประชุม 12 มี.ค.นี้ เพราะเดิม กนง. 4 เสียง เคยเห็นว่าควรคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เนื่องจากห่วงว่าหากลดดอกเบี้ยอาจจะทำให้ค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลงมาก จึงยังไม่อยากลดในครั้งก่อน แต่มารอบนี้อาจคลายกังวลลง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และเคยอ่อนค่าลงไปที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สามารถกลับมาอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ที่ประมาณ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ และเงินบาทยังเกาะกลุ่มไปกับสกุลเงินในภูมิภาคได้ โดยที่ ธปท.ไม่ต้องทำอะไรมากนัก

ฉะนั้น จึงมีโอกาสสูงที่ กนง. 1 ใน 4 เสียง อาจเปลี่ยนใจเห็นควรให้ลดดอกเบี้ย เพราะผลกระทบด้านลบมีน้อย ที่สำคัญการดำเนินนโยบายการเงินครั้งนี้่ไม่กระทบเสถียรภาพค่าเงินบาท แถมยังได้อานิสงส์ในการดูแลเศรษฐกิจ การประชุมรอบนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของ กนง. ก่อนที่เศรษฐกิจจะดิ่งเหวไปมากกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท