
มาปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจกันดีกว่าแบ่งแยกแผ่นดิน
ก่อนอื่นผู้เขียนขอแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ว่าไม่มีทางที่ใครจะแยกดินแดนไทยออกไปตั้งสาธารณรัฐใหม่ได้ตามที่เป็นข่าว เพราะคนไทยเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสาน คงไม่มีวันยอมให้ใครทำอย่างนั้น เพราะทุกคนเกิดมาก็เป็นคนไทยแล้ว ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติเหมือนชนชาติอื่น วันดีคืนดีจะยอมสละสัญชาติไทยกลายเป็นคนต่างชาติเพื่ออะไร
ก่อนอื่นผู้เขียนขอแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ว่าไม่มีทางที่ใครจะแยกดินแดนไทยออกไปตั้งสาธารณรัฐใหม่ได้ตามที่เป็นข่าว เพราะคนไทยเกือบทั้งหมด รวมทั้งคนไทยในภาคเหนือและภาคอีสาน คงไม่มีวันยอมให้ใครทำอย่างนั้น เพราะทุกคนเกิดมาก็เป็นคนไทยแล้ว ไม่มีการแบ่งเชื้อชาติเหมือนชนชาติอื่น วันดีคืนดีจะยอมสละสัญชาติไทยกลายเป็นคนต่างชาติเพื่ออะไร
เผอิญเรื่องนี้เป็นข่าวขึ้นมา ทำให้ผู้เขียนนึกสงสัยอยากรู้ขึ้นมาว่า มีการแบ่งแยกดินแดนภาคเหนือและภาคอีสานออกไปตั้งสาธารณรัฐใหม่จริงๆ ด้วยเหตุผลอะไร สุดปัญญาของผู้เขียนที่จะคิดได้ ชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศที่ถูกแบ่งแยกออกไปจะเป็นอย่างไร
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับ ยิ่งศึกษาไปศึกษามา ยิ่งเห็นชัดว่าสิ่งที่ควรปฏิรูปอย่างยิ่งในประเทศ คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถ้ามีการแบ่งแยกประเทศ จีดีพีต่อหัวของประเทศไทยที่อยู่ลำดับที่ 94 ของโลก คือประมาณ 5,390 เหรียญสหรัฐต่อหัว ตามการจัดอันดับของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2552 จะขยับตัวเพิ่มขึ้นจากลำดับที่ 94 มาอยู่ที่ลำดับ 68 คือประมาณ 8,910 เหรียญสหรัฐต่อหัว ส่วนจีดีพีต่อหัวของประเทศใหม่จะตกลงมาอยู่อันดับที่ 127 คือที่ประมาณ 2,276 เหรียญสหรัฐต่อหัว ในจำนวน 182 ประเทศที่ไอเอ็มเอฟจัดลำดับ
ทั้งนี้ เนื่องจากในปี 2552 รายได้ประชาชาติของไทยอยู่ที่ประมาณ 11.375 ล้านล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งเป็นของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คือประมาณ 43.9% เมื่อบวกกับจีดีพีภาคกลาง 5.6% ตะวันตก 3.6% ตะวันออก 18.2% และภาคใต้ 10.2% หรืออยู่ที่ประมาณ 82% ของจีดีพีรวมของประเทศ ส่วนจีดีพีของภูมิภาคที่บอกว่าจะแยกออกไปตั้งประเทศใหม่นั้น รวมกันแล้วแค่ประมาณ 18% ของจีดีพีรวม แบ่งออกเป็นจีดีพีภาคอีสาน 10% และภาคเหนือ 8%
ถ้าเอาจีดีพีรวมของประเทศไทย ซึ่งอยู่ที่ 11.375 ล้านล้านบาท มาคูณด้วยสัดส่วนจีดีพีรวมของกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้ คือที่ประมาณ 82% จีดีพีรวมของ 4 ภูมิภาคนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 9.3275 ล้านล้านบาท
ในทำนองเดียวกัน ถ้านำตัวเลขจีดีพีรวมของประเทศคูณด้วยสัดส่วนจีดีพีของภาคเหนือและภาคอีสาน คือที่ประมาณ 18% จีดีพีรวมของสองภูมิภาคนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 2.0475 ล้านล้านบาทเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม จำนวนประชากรในภาคอีสานและภาคเหนือ กับประชากรในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคอื่น ยกเว้นภาคอีสานและภาคเหนือ กลับมีจำนวนใกล้เคียงกัน คือในจำนวนประชากรไทยประมาณ 65 ล้านคน เป็นประชากรภาคอีสานและภาคเหนือรวมกันประมาณ 30 ล้านคน และประชากรกรุงเทพมหานครรวมกับภาคกลางและภาคใต้ประมาณ 35 ล้านคน (ข้อมูลประชากรของประเทศไทย ปี 2557 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล)
เพราะฉะนั้น เมื่อนำตัวเลขจีดีพีของภาคอีสานและภาคเหนือที่ประมาณ 2.0475 ล้านล้านบาท มาหารด้วยจำนวนประชากร จีดีพีต่อหัวของคนใน 2 ภูมิภาคนี้จะลดลงจากตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศในปัจจุบันที่ประมาณ 176,400 บาทต่อหัว เหลือเพียง 68,297 บาทต่อหัว หรือลดลง 61%
ส่วนตัวเลขจีดีพีต่อหัวของคนในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเป็น 267,324 บาทต่อหัว หรือเพิ่มขึ้นถึง 52% จากจีดีพีต่อหัวเฉลี่ยของประเทศไทยในปัจจุบัน
ถ้าเอาจีดีพีต่อหัวของภาคอีสานและภาคเหนือมาคำนวณเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จะประมาณ 2,276 เหรียญสหรัฐต่อหัวต่อปี เฉลี่ยแล้วมีรายได้เพียง 190 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,690 บาทต่อเดือน ขณะที่จีดีพีต่อหัวของคนไทยในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคใต้ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 8,910 เหรียญสหรัฐต่อปี ประมาณ 743 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,290 บาทต่อเดือน จากตัวเลขเฉลี่ยทั้งประเทศที่อยู่ที่ 5,844 เหรียญสหรัฐต่อปี หรือประมาณ 487 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14,610 บาทต่อเดือน
สรุปแล้วถ้าแยกประเทศ ประเทศไทยส่วนที่เหลือจะยกระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวขึ้นไปอยู่ระดับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวระดับปานกลาง ส่วนประเทศใหม่จะลดระดับรายได้ต่อหัวลงไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำของโลก
ต้องอย่าลืมว่าตัวเลขที่ว่านี้เป็นตัวเลขที่คำนวณเล่นๆ จากตัวเลขที่ยังไปแบ่งแยกรายได้จากภูมิภาคที่มีรายได้สูงกว่าโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ไกลไปที่ภูมิภาคอื่น ถ้ามีการแบ่งแยกออกไป รายได้ส่วนนี้ต้องลดลงไปมากกว่านี้ กว่าจะพัฒนาประเทศใหม่ให้ประชากรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่าเดิม คงต้องใช้เวลาและความพยายามอีกนานหลายสิบปี
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้คงตัดทิ้งไปได้ เพราะไม่มีใครจะยอมให้มีการแบ่งแยกประเทศแน่นอน
ประเด็นที่ควรคิดมากกว่า คือ เราจะปล่อยให้การกระจายรายได้ของประเทศเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่าไร เพราะในขณะที่จีดีพีของกรุงเทพมหานครได้ปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับประเทศที่มีรายได้ปานกลางของโลกแล้ว แต่รายได้ของภาคอีสานและภาคเหนือยังอยู่ในระดับประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ต่ำกว่ารายได้ในภูมิภาคอื่นประมาณ 4 เท่าตัว แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าสองนคราประชาธิปไตยได้อย่างไร เพราะคนที่มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยเพียง 5,690 บาทต่อเดือน ย่อมตกเป็นเหยื่ออำนาจเงินของนักการเมืองและผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมง่ายกว่า คนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเดือนละ 22,290 บาท แน่นอน มุมมองคนดีของคนต่างภูมิภาคก็ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะนโยบายประชานิยมนั้น คนในภูมิภาคที่มีรายได้มากย่อมมองว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่ควรเสีย แต่คนที่มีรายได้น้อยกว่าจำเป็นต้องพึ่งพาผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยมเพื่อความอยู่รอด ย่อมมองว่าเป็นรายได้และสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้
ความจริงปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ใครๆ ก็ทราบ แต่ไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ สมัยผมเริ่มทำงานธนาคารใหม่ๆ เมื่อ 3040 กว่าปีที่แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยออกกฎว่า ถ้าธนาคารรับเงินฝากมาเท่าไร จะต้องปล่อยสินเชื่อสู่ชนบทเป็นสัดส่วนของเงินฝากจำนวนหนึ่ง ธนาคารที่จะเปิดสาขาในกรุงเทพมหานคร 1 สาขา จะต้องเปิดสาขาในเขตชนบทด้วย 4 สาขา อะไรทำนองนี้ เพื่อกระจายความเจริญสู่ชนบท ต่อมาก็ถูกยกเลิกไป ธนาคารก็ระดมปิดสาขาและลดการปล่อยสินเชื่อภาคการเกษตรในชนบท เพราะมีความเสี่ยงสูง รายได้ไม่คุ้มกับรายจ่าย
แม้แต่นโยบายประชานิยมบางนโยบาย เช่น นโยบายขึ้นค่าแรงงาน 300 บาททั่วประเทศ ถ้ามองอย่างผิวเผินเป็นการกระจายรายได้สู่ชนบท แต่ปัญหาคือต้นทุนการผลิตในต่างจังหวัดสูงกว่าในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และโลจิสติกส์ การปรับค่าแรงขึ้นทั่วประเทศทำให้ผลประโยชน์จากค่าแรงงานไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตด้านอื่นที่สูงกว่า บวกค่าต้นทุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของผู้ประกอบการ ท้ายที่สุดก็ต้องย้ายโรงงานหนีไปประเทศเพื่อนบ้านที่ค่าแรงงานถูกกว่า หรือย้ายกลับมาดำเนินการผลิตในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง จึงแทนที่รายได้ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นกลับหดตัวลง เพราะการออกนโยบายที่ไม่คิดให้ครบถ้วนทั้งระบบ
ปัญหาที่น่าสะพรึงกลัว คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการกระจายรายได้ที่ได้พูดมาแล้ว ที่จะสร้างปัญหาความขัดแย้งให้คนในชาติเดียวกันนี่แหละ ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดนซึ่งจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยิ่งแบ่งยิ่งแย่กว่าเดิมแน่นอน สำหรับคนในภาคอีสานและภาคเหนือ







