
สุหฤท สยามวาลา
ถามจริงๆว่านักการเมืองมันไปงานศพมึงไหม แต่กูไป เวลามึงจะบวช ใครเป็นคนแบกมึง กูนี่ไง นักการเมืองเขาไม่เอามึงขึ้นบ่าหรอก
ปรากฏการณ์สงครามไซเบอร์ Hate Speech ไปจนถึงการ unfriendก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในสายตาของเขา
"มีที่ไหนประชาชนมานั่งด่ากันเอง เลิกคบเป็นเพื่อน ความสุดติ่งของมันคือกูเลิกคบมึงทั้งๆที่กูคบมึงมาสิบปี มันเคยมีไหมเล่า เมื่อก่อนด่ากันพอหอมปากหอมคอ นี่ถึงขั้นเลิกคบกัน ผมมีเพื่อนสีแดงแจ๋ ผมบอกกูรักมึง อย่าคุยเรื่องการเมืองเลย แต่ถ้ามึงอยากคุย กูต้องคุยได้ด้วยนะ พอคุยเริ่มจะทะเลาะกัน ก็หยุดเถอะ ถามจริงๆว่านักการเมืองมันไปงานศพมึงไหม แต่กูไป เวลามึงจะบวช ใครเป็นคนแบกมึง กูนี่ไง นักการเมืองเขาไม่เอามึงขึ้นบ่าหรอก งานแต่งงาน ใครใส่ซอง ใครให้ของขวัญลูกมึงในวันที่ลูกมึงคลอด
"เรื่องโดน Unfriend ไม่รู้ ไม่สนใจ เวลาเพื่อนโพสต์สเตตัสที่ผมไม่เห็นด้วย เราก็จะไม่เข้าไปกระหน่ำ มีบางคนเท่านั้นที่ขอบล็อคไว้ก่อน ไม่ไหวจริงๆ สุดโต่งมาก อ่านแล้วทุกข์เปล่าๆ ทุกวันนี้ทุกคนเห็นอะไรก็แชร์กันหมด จนรู้สึกว่าวันนี้กูแชร์อะไรไม่ได้เลย อ่านอะไรก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นความจริงแล้ว เลยไม่กล้าจะแชร์บ้าอะไรสักอย่าง ยกเว้นเนื้อข่าวจากหนังสือพิมพ์ จากสำนักข่าวเท่านั้น
"มีอยู่ครั้งหนึ่งโดนด่ามากที่สุดตั้งแต่เล่นเฟซบุ๊กมา ตอนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันที่รามคำแหง ผมโพสต์สเตตัสว่ากลับบ้านเถอะ ปรากฏว่าโดนด่า พี่ไม่สู้ก็หุบปากไป อีกฝั่งก็บอกสมน้ำหน้า โดนซะมั่งก็ดี บางสเตตัสถ้าเราโพสต์ไปแล้วมันไปสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม ก็ไม่ทำ แต่จุดยืนจริงๆของเราก็ต้องพูด อย่างเรื่องจำนำข้าวพูดเลย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมพูดเลย มันเป็นเรื่องที่ต้องพูด"







