
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุบเชื่อมั่น บั่นทองเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค. 2557 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นเวลา 60 วันนั้น ไม่เพียงแต่มีผลต่อการควบคุมผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังถือว่ามีผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจอย่างมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันที เนื่องจากประเทศต่างๆ ประกาศให้นักท่องเที่ยวงดหรือเลี่ยงเดินทางเข้ามาในประเทศ ขณะที่บริษัทประกันก็ไม่คุ้มครองการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าจนถึงแผงลอย ได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวลดลงอย่างกะทันหัน
จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการเร่งด่วน เพราะกระทบรายได้ในช่วงไฮซีซั่นลดต่ำยิ่งกว่าช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจขาลงหายไป
กระทรวงการคลังแถลงภาวะเศรษฐกิจเดือน ม.ค. 2557 พบว่า ชะลอตัวต่อเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาการเมือง โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือน ม.ค. 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.3 ล้านคน ขยายตัวเพียงแค่ 0.1% ต่อปี และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหดตัวลงถึง 6.3% ในขณะที่การท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ 20% เท่านั้น แสดงให้เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองรอบใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค. กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างหนัก
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังตั้งความหวังกับการท่องเที่ยวจะเป็นตัวพยุงเศรษฐกิจจากภาวะชะลอตัว จากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไม่ทำงาน ทั้งการบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ไม่เต็มที่ เมื่อการท่องเที่ยวมาอยู่ในภาวะหัวทิ่มลงอีก ยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการมากขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีเสียงเรียกร้องรัฐบาลรักษาการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยไม่ให้ต่ออายุที่จะสิ้นสุดในวันที่ 22 มี.ค.นี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประกาศใช้อยู่ในทางการเมืองนั้น แทบไม่ต่างอะไรกับการไม่มีกฎหมายควบคุม หลังจากที่ศาลแพ่งได้ห้ามการใช้อำนาจใน พ.ร.ก. เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ชุมนุมที่ประท้วงต่อต้านรัฐบาล
ดังนั้น อนาคตเศรษฐกิจไทยจึงตกอยู่ในมือของรัฐบาลรักษาการว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะสิ้นสุดลงในไม่กี่วัน
แนวทางแรกนั้น รัฐบาลรักษาการไม่ต่ออายุ พ.ร.ก. แน่นอนว่าแนวทางนี้จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจทันที ประการแรก การท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเมื่อครั้งที่ผู้ชุมนุมประท้วงหยุดชัตดาวน์กรุงเทพฯ ซึ่งส่งผลดีกับย่านการค้าสำคัญในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่มีปัญหายอดขายลดฮวบผู้ประกอบการรายได้หาย คนงานรายได้หดมาเป็นเวลานับเดือน
ขณะเดียวกัน การไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยตรง เป็นจุดเปลี่ยนทำให้คิดที่จะลงทุนในไทยต่อไป จากที่ตอนนี้ไม่มั่นใจกับสถานการณ์เมืองไทยจนชะลอการลงทุนบางส่วน และอีกบางส่วนก็เริ่มคิดที่จะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าไทย เช่น อินโดนีเซีย
รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่าการไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น ย่อมส่งผลดีกับประเทศมากกว่าที่จะยื้อกลไกการเมืองที่ไร้สภาพ ไม่มีผลบังคับใช้ได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลรักษาการยังดื้อแพ่งต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไป นอกจากแนวทางนี้จะไม่มีผลด้านการเมืองเพื่อใช้ดูแลความสงบของบ้านเมืองแล้ว แต่ยังเป็นทางเลือกภัยร้ายที่พ่นพิษต่อเศรษฐกิจไทย ให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเหือดแห้ง เพราะไม่เห็นว่าทางออกปัญหาทางการเมืองไทยจะมีแนวโน้มจบลงได้เมื่อใด
การต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปจะยิ่งส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยต้องตกอยู่ในสภาพลำบากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้รายได้ในช่วงไฮซีซั่นนี้หายไปทั้งหมด โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากที่ตัวเลขการท่องเที่ยวเดือน ม.ค. 2557 ในกรุงเทพฯ ประเดิมติดลบไปเรียบร้อยแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อไปตราบใดที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังบังคับใช้อยู่
ขณะเดียวกัน การคงกฎหมายดังกล่าวยังจะส่งผลกระทบต่อทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติในตลาดทุน เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นนับเป็นปัจจัยลบทางจิตวิทยาที่มีผลต่อภาวะเงินทุนไหลเข้าออกประเทศอย่างยิ่ง และยิ่งซ้ำเติมประเทศไทยในยามที่ปัจจัยพื้นฐานหลายด้านเริ่มถูกกัดกร่อนลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของปี 2556 สามารถขยายตัวได้เพียง 2.9% จากประมาณการที่ระดับ 45% อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายปีนั้น กำลังจะเป็นหนังม้วนเดิมที่ฉายซ้ำในปี 2557 นี้ หลังจากที่ผ่านไปเพียงไม่ถึง 3 เดือน มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จากที่ประมาณการไว้ 4% ต่อปี เหลือไม่ถึง 3.5% ต่อปี เนื่องจากการบริโภคหดตัว การใช้จ่ายภาครัฐมีปัญหา และการเบิกจ่ายงบประมาณไม่ได้ตามเป้า โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนจากร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ไม่สามารถทำได้
ล่าสุด การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปลดล็อกทางการเมือง ยังมีแนวโน้มทำไม่ได้ก่อนกลางปีนี้ ทำให้คลังประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวไม่ถึง 3% ต่อปี ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มออกมาประเมินว่าหากการเมืองไทยยืดเยื้อไปถึงปลายปี เศรษฐกิจอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้เลย เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถออกมาตรการใหม่มากระตุ้นเศรษฐกิจได้
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังอาจตกอยู่ในภาวะสุญญากาศมากขึ้น เมื่อไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ได้ทัน ทำให้เม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจหายไปอีกหลายแสนล้านบาท
เมื่อเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่มีปัจจัยลบรุมเร้าอยู่แล้ว การที่รัฐบาลรักษาการยังหวังผลแต่ทางการเมืองต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก เพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรักษาการยังมีสภาพที่มีอำนาจทำงานได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีอำนาจที่จะใช้อำนาจใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันใส่เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น
รัฐบาลรักษาการต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าม็อบจะหยุดการชัตดาวน์กรุงเทพฯ แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลยังต้องเผชิญอยู่ในวันข้างหน้าก็คือ ข้อกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้รัฐบาลไม่อาจทำงานได้ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ การตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหาด้วย และการพิพากษา พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบทางเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไม่ได้
จะผูกซ้ำปมเงื่อนปัญหาหรือพาเศรษฐกิจการเมืองผ่าทางตัน (เบื้องต้น) รัฐบาลย่อมเป็นผู้เลือกได้







