
ทิ้งไทย5แสนล.
ต่างชาติหยุดชะงักลงทุนอื้อซ่ากว่า400โครงการเคว้ง‘นิคอนยาซากิ’ย้ายฐานการผลิตหนีไปลาวกัมพูชา
ต่างชาติหยุดชะงักลงทุนอื้อซ่ากว่า400โครงการเคว้ง‘นิคอนยาซากิ’ย้ายฐานการผลิตหนีไปลาวกัมพูชา
ไทยอาการหนัก ทุนนอกสั่งชะลอลงทุนแล้ว 4.8 แสนล้าน ส่งออกโตไม่ถึง 5%
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ รายงานว่า ผลจากภาวะความวุ่นวายทางการเมืองไทย กำลังส่งผลให้แผนการลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องหยุดชะงักลงไปแล้วในขณะนี้ทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เช่น นิคอน บริษัทผู้ผลิตกล้อง และยาซากิ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ตัดสินใจย้ายกระบวนการผลิตมูลค่าต่ำไปยังประเทศลาวและกัมพูชาแล้ว
รายงานระบุว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้แผนลงทุนหลายโครงการยังคงติดอยู่ในขั้นตอนของการยื่นเรื่องขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อีกจำนวนหนึ่ง
นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโครงการขอขยายการลงทุนในประเทศไทยที่รอรับการอนุมัติจากคณะกรรมการอยู่ 400 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของญี่ปุ่นกว่า 30 โครงการ มูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท เพราะบีโอไอกำลังอยู่ในภาวะสุญญากาศจากการที่คณะกรรมการชุดเดิมหมดวาระลงเมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา และการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่อยู่เหนืออำนาจของรัฐบาลรักษาการ
“หากสถานการณ์ในไทยยังยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อทั้งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและปริมาณการลงทุน” นายเซ็ตซึโอะ อิอุจิ หัวหน้าผู้แทนองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ประจำภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
ผู้แทนเจโทร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองของไทยไม่เคยส่งผลกระทบต่อการลงทุน เนื่องจากไม่ยืดเยื้อและจำกัดพื้นที่อยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น
นอกเหนือจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองแล้ว ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การพัฒนาเทคโนโลยี และการกระจายการลงทุน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
ด้านนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์การส่งออกของประเทศในปีนี้ว่า เดิมกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าเป็นโอกาสดีของการส่งออก เนื่องจากตลาดมีการขยายตัวและการใช้จ่ายมีมากขึ้น แต่จากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศที่ยังคงมีความไม่ชัดเจน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทำให้โอกาสที่การส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 5% คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนเพื่อปรับประมาณการการส่งออกใหม่ แต่เชื่อว่าการส่งออกข้าวในปีนี้จะได้รับผลกระทบ แต่จะเป็นจำนวนตัวเลขเท่าใด ยังไม่สามารถประเมินได้
“การปรับเป้าหมายจะมีการประเมินอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากยังเร็วเกินไป และคงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการในการกำหนดเป้าหมาย” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะนี้ไทยสามารถส่งออกไก่สดแช่แข็งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นได้อีกครั้งแล้ว หลังจากญี่ปุ่นห้ามนำเข้ามาตั้งแต่ช่วงที่มีไข้หวัดนกในไทยและได้รับการรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เอกชนไทยได้ทยอยส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งไปแล้ว มีแนวโน้มที่จะสามารถส่งออกได้สูงถึง 8 หมื่น1 แสนตัน ภายในสิ้นปีนี้







