posttoday
วาฬ วิบากกรรมบนความเสี่ยงสูญพันธุ์ (2)

วาฬ วิบากกรรมบนความเสี่ยงสูญพันธุ์ (2)

09 มีนาคม 2557

แผ่นน้ำสีครามของมหาสมุทร กระจายออกด้วยแรงยื้อยุดฉุดกระชากจากวาฬ ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล

แผ่นน้ำสีครามของมหาสมุทร กระจายออกด้วยแรงยื้อยุดฉุดกระชากจากวาฬ ยักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเล ที่พยายามเอาตัวรอดจากเรือบดที่หมายเอาชีวิตมันด้วยชั้นเชิงการล่า ที่ส่งทอดมาจากบรรพบุรุษที่รู้ทันธรรมชาติและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตที่แม้จะรู้กันทั่วโลก ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ชาวประมงนักล่าทุกรุ่น นับตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นทวด ยังเรียกคำนำหน้าว่า “ปลา”

นักล่าวาฬต่างทราบดีว่า พวกเขาต้องยื้อไม่ให้วาฬดำน้ำหนี ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดจากการถูกล่า ชาวประมงจะใช้ทุ่นลอยยื้อตัววาฬไว้ไม่ให้หนีได้ ก่อนจะพุ่งฉมวกเล็งไปยังจุดสำคัญของร่างอันมหึมานั้น พลางสังเกตสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาพิชิตวาฬตัวนั้นๆ ได้ จากที่ได้เห็นอวัยวะพิเศษที่อยู่ตรงส่วนหัวเป็นรูกลมๆ สำหรับหายใจ ปล่อยไอน้ำและฝอยน้ำพ่นออกมาเป็นน้ำพุที่เปลี่ยนเป็นสีเลือด

เนื้อหาหลายด้านในการล่าวาฬ ซึ่งบรรจุไว้ในนิยายของ จอฟฟรีย์ วิทแท็ม (Geoffrey Whittam) เรื่อง The Whale Hunters เต็มไปด้วยรายละเอียด ที่ผู้ชื่นชอบวาฬไม่อาจหลีกเลี่ยงที่ต้องอ่านไปด้วยความกระอักกระอ่วน

ย้อนอดีตกลับไปเมื่อประมาณ 250 ปีก่อน มหาสมุทรแทบทุกแห่งยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวาฬนานาชนิด จนเรียกได้ว่า สามารถพบเห็นการล่าวาฬได้ด้วยตาเปล่าจากชายฝั่งทะเลในนิวอิงแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ

นิยายของจอฟฟรีย์ ระบุว่า การล่าวาฬในยุคนั้นยังไร้กฎเกณฑ์บังคับ สามารถกระทำได้กระทั่งสังหารทั้งแม่และลูกวาฬในการล่าคราวเดียวกัน หรือระบุรายละเอียดอันน่าขนลุกว่า สำหรับนักล่ารุ่นใหม่ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้ฉมวกพุ่งใส่วาฬ พวกเขาจะเลือกโลมาเป็นเป้าซ้อมการล่าเพราะพบเห็นได้ทั่วไป

การล่าวาฬในยุคแรก ไม่มีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากไขมันจากผิวหนังและอวัยวะบางส่วน เช่น ลิ้น โดยเฉพาะวาฬสเปิร์มที่มีส่วนหัวใหญ่และยาวมากเกือบ 40% ของลำตัว ถูกไล่ล่าเพื่อหวังสารพิเศษคล้ายไขมันหรือขี้ผึ้ง ที่เรียกว่า “ไขปลาวาฬ” สำหรับเป็นเชื้อเพลิง หลังจากเลาะชั้นไขมันออกจากตัววาฬจนหมด นำไปสกัดด้วยการต้มแล้วร่างของมันจะถูกปล่อยให้วาฬเพชฌฆาตหรือฉลามจัดการส่วนที่เหลือ

เรือล่าที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วยให้การล่าทำได้อย่างรวดเร็วขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือในการล่าถูกออกแบบมาให้แทบไม่มีอัตราการสูญเสียทุกครั้งที่พบเจอเป้าหมายซึ่งเป็นวาฬทุกสายพันธุ์ โดยเฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและแอตแลนติก ยิ่งไปกว่านั้น คือ มีศักยภาพล่าวาฬที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างวาฬสีน้ำเงินได้ ว่ากันว่าไขมันที่ได้นั้นมีจำนวนมหาศาล จนผลิตถังเปล่าใส่ได้ไม่ทันตามที่เรือแต่ละลำต้องการเลยทีเดียว

เรือล่าวาฬมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรเพื่อแข่งขันกันหาสินค้ามาขายตามความต้องการของตลาด แน่นอน พวกเขาต้องแข่งกันเองโดยมีชีวิตวาฬเป็นเดิมพัน

ผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปไม่นาน วาฬสีน้ำเงินที่เคยมีประมาณ 23 แสนตัว ก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

แต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็มีส่วนช่วยชีวิตวาฬไว้ส่วนหนึ่ง เมื่ออุตสาหกรรมน้ำมันเริ่มผลิตน้ำมันก๊าดออกมาใช้แทนเชื้อเพลิงที่ได้จากไขมันวาฬ รวมถึงการคิดค้นเนยเทียม แต่บางส่วนก็ยังถูกล่าเพื่อป้อนอุตสาหกรรมเชือกป่าน ขณะที่อวัยวะอื่นๆ เช่น เครื่องใน ที่ชาวประมงไม่เคยไยดี ถูกนำไปผลิตเป็นฮอร์โมน อินซูลิน ปุ๋ย ฯลฯ ฟันตะแกรงที่เคยถูกทิ้งลงก้นมหาสมุทร กลับมีราคายิ่งกว่าไขมัน

วารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับเดือน มี.ค. 2541 ระบุถึงรายงานของนักวิชาการจากสถาบัน Woods Hole Oceanographic ของสหรัฐ ว่า จากการสำรวจความเป็นอยู่ของ Right Whale ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ พบว่าหากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง Right Whale จะสูญพันธุ์ในอีก 200 ปีข้างหน้า เนื่องจากได้คำนวณพบว่าอัตราการอยู่รอดของวาฬชนิดนี้ลดน้อยลงในทุกปี โดยในปี 2523 พบว่าจำนวนประชากรเคยเพิ่มขึ้น 5.3% แต่หลังจากนั้นจำนวนลง 2.4% ทุกปี และสาเหตุสำคัญทำให้ต้องสูญเสียวาฬมากที่สุด คือ เกิดจากการถูกเรือชน มลภาวะทางทะเลมีมากขึ้นทุกวัน

ปัญหาที่น่าวิตกสำหรับวาฬก็คือ ปรากฏการณ์ “ทะเลกรด” ที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะทะเลกรดดังกล่าวจะมีผลกระทบในวงกว้างและรุนแรง สิ่งที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวาฬก็คือ เรื่องของแหล่งอาหาร เนื่องจากตัวอ่อนของสัตว์ทะเล แพลงก์ตอนของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ต้องได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านธาตุอาหารในมหาสมุทรทั้งระบบ

เช่นเดียวกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ที่ถูกจับตาว่า เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตจากปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ที่ค่อยๆ กลืนกินเผ่าพันธุ์พวกมัน นั่นคือ ปัญหาการผสมพันธุ์กันในกลุ่มเลือดชิด ที่จะส่งผลให้พันธุกรรมหรือยีนด้อยบางตัวที่สะสมอยู่ในร่างกายถูกถ่ายทอด วนเวียนกันอยู่ในสายเลือด จนกลายเป็นยีนเด่นในรุ่นลูกหลานต่อไปเรื่อยๆ ทำให้เสียลักษณะเด่นในสายพันธุ์ไปในที่สุด และที่สุดก็ลามไปถึงสาเหตุที่ทำให้มีภูมิคุ้มกันในตัวถดถอย เสี่ยงต่อโรคต่างๆ

แวดวงวิทยาศาสตร์บางส่วนยังถกเถียงกันเรื่องการเสี่ยงสูญพันธุ์ของวาฬ เช่นเดียวกับที่ยังถกเถียงกันเรื่องโลกร้อน และสภาพอากาศที่แปรปรวนที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากหลายปัจจัยยังไม่มีงานวิจัยที่ได้คำตอบที่ชัดเจนมารองรับ

ปีแล้วปีเล่าที่ผ่านไป วาฬหลายชนิดจึงยังเดินหน้าไปสู่ความเสี่ยงสูญพันธุ์ต่อไป เนื่องจากปัญหาต้นน้ำ (สภาพมหาสมุทรแปรเปลี่ยน) กลางน้ำ (ความเป็นอยู่ แหล่งอาหาร) และปลายน้ำ (คณะกรรมการควบคุมการล่าวาฬนานาชาติ International Whaling Commission เป็นแค่เสือกระดาษที่ไม่อาจห้ามหรือมีบทลงโทษประเทศสมาชิกที่ยังล่าวาฬ โดยอาศัยข้ออ้างการล่าเพื่อการวิจัย)

เส้นทางชีวิตของเหล่าวาฬจากรุ่นบรรพบุรุษที่มีชื่อว่า “มีโซนิก” เป็นสัตว์บก 4 ขา กินเนื้อ ในยุคพาลีโอจีน เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน ค่อยๆ วิวัฒนาการเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอีก 10 ล้านปีต่อมา และกระทั่งเป็นวาฬในปัจจุบันถึงวันนี้ หลากหลายสายพันธุ์ได้เดินทางมาถึงกึ่งกลางของชะตากรรม

200 กว่าปีก่อน ต้องถูกล่าอย่างรุนแรง ขณะที่อีก 200 ปีข้างหน้า คือ การนับถอยให้กับการสูญพันธุ์ แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่แห่งมหาสมุทร แต่ก็ต้องจำนนต่อข้อสรุปที่ว่า ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของมันนั้นอยู่ในกำมือมนุษย์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท