
ศึกชิงแผ่นดิน
แค่คิดก็ฉิบหายแล้วพี่น้องเอ๋ย! เมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดร้ายทำลายบ้านเมืองจะต้องมีอันเป็นไป
แค่คิดก็ฉิบหายแล้วพี่น้องเอ๋ย!
เมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดร้ายทำลายบ้านเมืองจะต้องมีอันเป็นไป ไม่มีใครที่ตายดี ไม่มีใครที่แม้ไม่ตายหากมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสุข
ดูคนที่ดูไบสิ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านก็ยังดิ้นพล่าน ยิ่งกว่าสัตว์ที่กำลังถูกเชือดในโรงฆ่า แม้จะทำทีว่ายังมีความเป็นอยู่หรูหราฟุ่มเฟือย แต่นั่นหาใช่ “ความสุข” ที่มันปรารถนาไม่
มันอยากกลับเมืองไทย ที่มันจะแยกเป็นเสี่ยงๆ
นี่คือสันดานทุนนิยมโดยแท้
ขอเข้าวิชาการเสียก่อน เพื่อไม่ให้ใครๆ มากล่าวหาว่าคอลัมน์นี้เอาแต่ใส่ร้ายป้ายสีหรือยกตนข่มท่าน วิชาการที่ว่าก็คือ “การแย่งแผ่นดินคือกำเนิดของทุนนิยม”
ในวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ที่นักศึกษาสายสังคมศาสตร์ต้องเรียนกันทุกๆ มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกำเนิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า แต่เดิมครั้งที่มนุษย์ยังอยู่ตามถ้ำ ตามป่า ตามเขา หากินด้วยการเก็บพืชผัก ผลไม้ และล่าสัตว์เป็นอาหาร “ทุน” ที่สำคัญของมนุษย์ยุคนั้นคือ “กำลัง” ใครแข็งแรงและเก่งกว่าก็จะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่ว่ามนุษย์ก็ยังมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ สังคมที่มีก็แค่ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก และเครือญาติ กระทั่งต่อมามนุษย์รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ จึงเกิดสังคมแบบใหม่ที่เรียกว่า “ชุมชน” อันเกิดจากการมีกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกันที่เรียกว่า “การทำมาหากิน” โดยมีการแสวงหาทุนแบบใหม่ที่เรียกว่า “ที่ทำกิน” หรือ “ที่ดิน”
การยึดครองที่ดินคือกำเนิดของทุนนิยม
“ที่ดิน” ในสังคมแบบชุมชนได้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสักหมื่นกว่าปีโลกเรามีชุมชน 2 ประเภท คือ ชุมชนนักล่าสัตว์ กับชุมชนเกษตรกรรม ที่ดินหรืออาณาเขตของนักล่าสัตว์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล พวกนักล่าสัตว์จึงมีนิสัยที่ชอบแผ่ขยายอาณาเขต โดยที่พวกนักล่าสัตว์นี้จะมีถิ่นที่อยู่ตามที่สูงและป่าเขาต่างๆ จึงมีการรุกรานลงมายังที่ราบและที่ลุ่ม อันเป็นที่อยู่ของพวกคนที่ทำการเพาะปลูก โดยอาศัยแหล่งน้ำคือห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำต่างๆ ที่อาศัย คนพวกนี้จะรักและหวงแหนในที่ดินเพราะเป็นทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งที่ทำกินหาเลี้ยงชีวิต
ด้วยความรักและหวงแหนในที่ดินทำกิน ได้ก่อให้เกิดสภาพรัฐที่เรียกว่า “การปกครอง” โดยต้องมี “คน” ที่มาช่วยกันป้องกันอาณาเขตซึ่งก็คือที่ทำกินนั้นไว้ให้มั่นคง ไม่ให้มีใครมารุกราน “คน” ที่ว่านี้ก็คือ “ผู้ปกครอง” เพื่อบริหารจัดการผู้คนในความดูแลที่เรียกว่า “ผู้ใต้ปกครอง” ทั้งนี้ สิ่งที่วัดความมั่งคั่งของผู้คนในดินแดนและความมั่นคงในอาณาจักรก็คือ “ที่ดิน”
สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 5,000 ปี ที่มีการประกาศอาณาเขตของแต่ละดินแดนโดยอาศัยการปกป้อง “ที่ดินที่ทำกิน” อันเป็นที่มาของชุมชนสมัยใหม่ที่เรียกว่า “รัฐ” หรือ “ประเทศ” ซึ่งตามมาด้วย “สงคราม” หรือการสู้รบเพื่อแย่งชิงดินแดน แผ่ขยายอาณาจักร จนกระทั่งการล่าเมืองขึ้นและแสวงหาอาณานิคม ซึ่งก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในและนอกประเทศนั้นด้วย
ในตำราของนักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซิสต์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การถือครองที่ดินได้ทำให้เกิดระบบ “นายทาส” การสะสมที่ดินคือการสะสมความมั่งคั่ง ผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งเรียกกันว่า “นายทุน” โดยพวกมาร์กซิสต์เชื่อว่า นายทุนนี่แหละคือ “คนชั่ว” ที่มีสันดานชั่วมาโดยตลอด นั่นก็คือการเอารัดเอาเปรียบ การขูดรีด โกงกิน และทารุณโหดร้าย ในทำนองนี้พวกมาร์กซิสต์ในยุคต่อมาจึงโจมตีรัฐหรือผู้ปกครองประเทศที่มีนิสัยดังกล่าว คือชอบล่าเมืองขึ้น โกงกิน ขูดรีด หรือครอบงำประเทศที่ด้อยกว่าว่าเป็นพวก “จักรวรรดินิยม” ที่ชั่วร้ายพอๆ กัน
คนดูไบมีลักษณะเป็นทุนนิยมชั่วร้ายทุกประการ
นักวิชาการบางกลุ่ม (ซึ่งก็คือกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่ผู้เขียนสังกัดอยู่นี่แหละ) เรียกผู้ปกครองในแบบนี้ว่า “ทุนนิยมสามานย์” หรือเรียกอย่างเต็มยศว่า “เผด็จการทุนนิยมสามานย์” (ต้องยกเครดิตนี้ให้ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ผู้เป็นต้นแนวคิดและใช้คำนี้เป็นคนแรก) โดยได้อธิบายให้เห็นว่า ผู้ปกครองกลุ่มนี้มีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการแสวงหาความมั่งคั่ง โดยอาศัยอำนาจที่ได้จากการมีตำแหน่งทางการเมืองสร้างความมั่งคั่งให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเมืองที่ด้อยพัฒนา “อำนาจการเมือง” คือสิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งนั้นได้อย่างมหาศาลและง่ายดาย คนกลุ่มนี้จึงไม่ละอายและเกรงกลัวที่จะทำชั่วด้วยการใช้ “อำนาจต่อเงิน”
มันย่ามใจถึงขนาดเอาเงินซื้อ “คุณธรรม”
ในระบอบประชาธิปไตย “คุณธรรม” ที่เป็นหลักประกันของบ้านเมืองมีอยู่ 3 อย่าง โดยเป็น “หัวใจ” ของอำนาจอธิปไตยในแต่ละส่วน ทั้ง 3 ส่วน คือ “ความเสมอภาค” เป็นหัวใจของกระบวนการนิติบัญญัติ ที่ต้องออกกฎหมายให้มีความเสมอภาคถ้วนทั่ว โดยคนที่มีความเสมอภาคคือมีที่มาจากประชาชน ต่อมา “ความซื่อสัตย์” คือหัวใจของกระบวนการบริหาร ที่ผู้เป็นรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต ลงไปตลอดถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นแขนขา และสุดท้าย “ความยุติธรรม” คือหัวใจของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล จนถึงราชทัณฑ์ ที่ต้องใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหลายอย่างเป็นธรรม
พวกเผด็จการทุนนิยมสามานย์มันทำลายคุณธรรมทั้งสามนี้จนเกือบจะราบคาบ ที่ราพณาสูรไปแล้วก็คือ “ระบบรัฐสภา” ที่มันใช้อำนาจเงินซื้อตำแหน่งเข้ามา ในอดีตที่ใช้เงินและสิ่งของตรงๆ แต่มาระยะที่ระบอบทักษิณครองเมือง มันใช้ “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ในรูปแบบประชานิยมชนิดต่างๆ มอมเมา “ซื้อใจ” ผู้เลือกตั้งมาอยู่ใต้อำนาจได้เป็นจำนวนมาก ทำให้พวกมันครอบครองอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติได้ทั้งหมด และก็ช่างโชคร้ายที่รัฐสภาของไทยเป็นผู้ตั้งและดูแลฝ่ายบริหารอีกด้วย พวกมันจึงครอง “แผ่นดินทางการปกครอง” ไปถึง2 ใน 3 ส่วนแล้ว
เหลือแต่ “ศาล” เป็นแผ่นดินเดียวที่เหลืออยู่
การแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะไม่จำเป็นที่จะไปแบ่งประเทศเพื่อครอบครอง อันผิดหลักของทุนนิยมสามานย์ ที่ต้อง “ขยาย” และ “ขยาย” การกินพื้นที่ดินแดนต่างๆ ออกไปเท่านั้น ดังนั้น เราจึงควรมาจับตามองการ“กินดินแดน” ของพวกมันในทางศาลนี้มากกว่า เพราะถ้ามันครอบงำหรือ “ซื้อ” ศาลได้เมื่อใด อาณาเขตประเทศไทยก็ไม่คณนามือมัน
สาธุ พวกข้ามีศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายจริงๆ







