posttoday
ศึกชิงแผ่นดิน

ศึกชิงแผ่นดิน

09 มีนาคม 2557

แค่คิดก็ฉิบหายแล้วพี่น้องเอ๋ย! เมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดร้ายทำลายบ้านเมืองจะต้องมีอันเป็นไป

แค่คิดก็ฉิบหายแล้วพี่น้องเอ๋ย!

เมืองไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ใครที่คิดร้ายทำลายบ้านเมืองจะต้องมีอันเป็นไป ไม่มีใครที่ตายดี ไม่มีใครที่แม้ไม่ตายหากมีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสุข

ดูคนที่ดูไบสิ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านก็ยังดิ้นพล่าน ยิ่งกว่าสัตว์ที่กำลังถูกเชือดในโรงฆ่า แม้จะทำทีว่ายังมีความเป็นอยู่หรูหราฟุ่มเฟือย แต่นั่นหาใช่ “ความสุข” ที่มันปรารถนาไม่

มันอยากกลับเมืองไทย ที่มันจะแยกเป็นเสี่ยงๆ

นี่คือสันดานทุนนิยมโดยแท้

ขอเข้าวิชาการเสียก่อน เพื่อไม่ให้ใครๆ มากล่าวหาว่าคอลัมน์นี้เอาแต่ใส่ร้ายป้ายสีหรือยกตนข่มท่าน วิชาการที่ว่าก็คือ “การแย่งแผ่นดินคือกำเนิดของทุนนิยม”

ในวิชาหลักเศรษฐศาสตร์ที่นักศึกษาสายสังคมศาสตร์ต้องเรียนกันทุกๆ มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกำเนิดของวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า แต่เดิมครั้งที่มนุษย์ยังอยู่ตามถ้ำ ตามป่า ตามเขา หากินด้วยการเก็บพืชผัก ผลไม้ และล่าสัตว์เป็นอาหาร “ทุน” ที่สำคัญของมนุษย์ยุคนั้นคือ “กำลัง” ใครแข็งแรงและเก่งกว่าก็จะมีชีวิตที่ดีกว่า แต่ว่ามนุษย์ก็ยังมีลักษณะต่างคนต่างอยู่ สังคมที่มีก็แค่ครอบครัว พ่อ แม่ ลูก และเครือญาติ กระทั่งต่อมามนุษย์รู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ จึงเกิดสังคมแบบใหม่ที่เรียกว่า “ชุมชน” อันเกิดจากการมีกิจกรรมทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกันที่เรียกว่า “การทำมาหากิน” โดยมีการแสวงหาทุนแบบใหม่ที่เรียกว่า “ที่ทำกิน” หรือ “ที่ดิน”

การยึดครองที่ดินคือกำเนิดของทุนนิยม

“ที่ดิน” ในสังคมแบบชุมชนได้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าสักหมื่นกว่าปีโลกเรามีชุมชน 2 ประเภท คือ ชุมชนนักล่าสัตว์ กับชุมชนเกษตรกรรม ที่ดินหรืออาณาเขตของนักล่าสัตว์นั้นกว้างใหญ่ไพศาล พวกนักล่าสัตว์จึงมีนิสัยที่ชอบแผ่ขยายอาณาเขต โดยที่พวกนักล่าสัตว์นี้จะมีถิ่นที่อยู่ตามที่สูงและป่าเขาต่างๆ จึงมีการรุกรานลงมายังที่ราบและที่ลุ่ม อันเป็นที่อยู่ของพวกคนที่ทำการเพาะปลูก โดยอาศัยแหล่งน้ำคือห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำต่างๆ ที่อาศัย คนพวกนี้จะรักและหวงแหนในที่ดินเพราะเป็นทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งที่ทำกินหาเลี้ยงชีวิต

ด้วยความรักและหวงแหนในที่ดินทำกิน ได้ก่อให้เกิดสภาพรัฐที่เรียกว่า “การปกครอง” โดยต้องมี “คน” ที่มาช่วยกันป้องกันอาณาเขตซึ่งก็คือที่ทำกินนั้นไว้ให้มั่นคง ไม่ให้มีใครมารุกราน “คน” ที่ว่านี้ก็คือ “ผู้ปกครอง” เพื่อบริหารจัดการผู้คนในความดูแลที่เรียกว่า “ผู้ใต้ปกครอง” ทั้งนี้ สิ่งที่วัดความมั่งคั่งของผู้คนในดินแดนและความมั่นคงในอาณาจักรก็คือ “ที่ดิน”

สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 5,000 ปี ที่มีการประกาศอาณาเขตของแต่ละดินแดนโดยอาศัยการปกป้อง “ที่ดินที่ทำกิน” อันเป็นที่มาของชุมชนสมัยใหม่ที่เรียกว่า “รัฐ” หรือ “ประเทศ” ซึ่งตามมาด้วย “สงคราม” หรือการสู้รบเพื่อแย่งชิงดินแดน แผ่ขยายอาณาจักร จนกระทั่งการล่าเมืองขึ้นและแสวงหาอาณานิคม ซึ่งก็ทำให้เกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในและนอกประเทศนั้นด้วย

ในตำราของนักเศรษฐศาสตร์แนวมาร์กซิสต์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การถือครองที่ดินได้ทำให้เกิดระบบ “นายทาส” การสะสมที่ดินคือการสะสมความมั่งคั่ง ผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งเรียกกันว่า “นายทุน” โดยพวกมาร์กซิสต์เชื่อว่า นายทุนนี่แหละคือ “คนชั่ว” ที่มีสันดานชั่วมาโดยตลอด นั่นก็คือการเอารัดเอาเปรียบ การขูดรีด โกงกิน และทารุณโหดร้าย ในทำนองนี้พวกมาร์กซิสต์ในยุคต่อมาจึงโจมตีรัฐหรือผู้ปกครองประเทศที่มีนิสัยดังกล่าว คือชอบล่าเมืองขึ้น โกงกิน ขูดรีด หรือครอบงำประเทศที่ด้อยกว่าว่าเป็นพวก “จักรวรรดินิยม” ที่ชั่วร้ายพอๆ กัน

คนดูไบมีลักษณะเป็นทุนนิยมชั่วร้ายทุกประการ

นักวิชาการบางกลุ่ม (ซึ่งก็คือกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่ผู้เขียนสังกัดอยู่นี่แหละ) เรียกผู้ปกครองในแบบนี้ว่า “ทุนนิยมสามานย์” หรือเรียกอย่างเต็มยศว่า “เผด็จการทุนนิยมสามานย์” (ต้องยกเครดิตนี้ให้ศาสตราจารย์ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ผู้เป็นต้นแนวคิดและใช้คำนี้เป็นคนแรก) โดยได้อธิบายให้เห็นว่า ผู้ปกครองกลุ่มนี้มีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการแสวงหาความมั่งคั่ง โดยอาศัยอำนาจที่ได้จากการมีตำแหน่งทางการเมืองสร้างความมั่งคั่งให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมการเมืองที่ด้อยพัฒนา “อำนาจการเมือง” คือสิ่งเดียวที่ทำให้เกิดความมั่งคั่งนั้นได้อย่างมหาศาลและง่ายดาย คนกลุ่มนี้จึงไม่ละอายและเกรงกลัวที่จะทำชั่วด้วยการใช้ “อำนาจต่อเงิน”

มันย่ามใจถึงขนาดเอาเงินซื้อ “คุณธรรม”

ในระบอบประชาธิปไตย “คุณธรรม” ที่เป็นหลักประกันของบ้านเมืองมีอยู่ 3 อย่าง โดยเป็น “หัวใจ” ของอำนาจอธิปไตยในแต่ละส่วน ทั้ง 3 ส่วน คือ “ความเสมอภาค” เป็นหัวใจของกระบวนการนิติบัญญัติ ที่ต้องออกกฎหมายให้มีความเสมอภาคถ้วนทั่ว โดยคนที่มีความเสมอภาคคือมีที่มาจากประชาชน ต่อมา “ความซื่อสัตย์” คือหัวใจของกระบวนการบริหาร ที่ผู้เป็นรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต ลงไปตลอดถึงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นแขนขา และสุดท้าย “ความยุติธรรม” คือหัวใจของกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล จนถึงราชทัณฑ์ ที่ต้องใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหลายอย่างเป็นธรรม

พวกเผด็จการทุนนิยมสามานย์มันทำลายคุณธรรมทั้งสามนี้จนเกือบจะราบคาบ ที่ราพณาสูรไปแล้วก็คือ “ระบบรัฐสภา” ที่มันใช้อำนาจเงินซื้อตำแหน่งเข้ามา ในอดีตที่ใช้เงินและสิ่งของตรงๆ แต่มาระยะที่ระบอบทักษิณครองเมือง มันใช้ “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ในรูปแบบประชานิยมชนิดต่างๆ มอมเมา “ซื้อใจ” ผู้เลือกตั้งมาอยู่ใต้อำนาจได้เป็นจำนวนมาก ทำให้พวกมันครอบครองอำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติได้ทั้งหมด และก็ช่างโชคร้ายที่รัฐสภาของไทยเป็นผู้ตั้งและดูแลฝ่ายบริหารอีกด้วย พวกมันจึงครอง “แผ่นดินทางการปกครอง” ไปถึง2 ใน 3 ส่วนแล้ว

เหลือแต่ “ศาล” เป็นแผ่นดินเดียวที่เหลืออยู่

การแบ่งแยกประเทศนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะไม่จำเป็นที่จะไปแบ่งประเทศเพื่อครอบครอง อันผิดหลักของทุนนิยมสามานย์ ที่ต้อง “ขยาย” และ “ขยาย” การกินพื้นที่ดินแดนต่างๆ ออกไปเท่านั้น ดังนั้น เราจึงควรมาจับตามองการ“กินดินแดน” ของพวกมันในทางศาลนี้มากกว่า เพราะถ้ามันครอบงำหรือ “ซื้อ” ศาลได้เมื่อใด อาณาเขตประเทศไทยก็ไม่คณนามือมัน

สาธุ พวกข้ามีศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายจริงๆ

ข่าวล่าสุด

โมเมนต์อบอุ่น! "น๊อบ ณภัทร" ลูกชายอดีตนายกฯ เศรษฐา มอบแหวนแทนใจแฟนหนุ่มต่างชาติ ชาวเน็ตแห่ยินดีสนั่น

โมเมนต์อบอุ่น! "น๊อบ ณภัทร" ลูกชายอดีตนายกฯ เศรษฐา มอบแหวนแทนใจแฟนหนุ่มต่างชาติ ชาวเน็ตแห่ยินดีสนั่น