posttoday
ไม่มีใครหยุดแรมโบ้ได้

ไม่มีใครหยุดแรมโบ้ได้

09 มีนาคม 2557

ชื่อของ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ถูกประทับตรายี่ห้อ “ฮาร์ดคอร์หัวรุนแรง” ฉายา “แรมโบ้อีสาน”

ชื่อของ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ถูกประทับตรายี่ห้อ “ฮาร์ดคอร์หัวรุนแรง” ฉายา “แรมโบ้อีสาน” อธิบายสรรพคุณไว้พร้อมสรรพ

เมื่อ “สุภรณ์” ตัดสินใจตั้งกองกำลัง ทุกฝ่ายจึงต้องจับตามอง และยิ่งเมื่อ “สุภรณ์” ประกาศชัดว่า กองกำลัง อพปช.พร้อมเข้าช่วยเหลือทันที หากมวลชนคนเสื้อแดงผู้รักสันติและยึดหลักอหิงสาปราศจากอาวุธอย่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ถูกอำนาจฝ่ายตรงข้ามเข้าทำร้ายรังแกห้ำหั่น

อะไรทำให้คนอย่าง “สุภรณ์” ต้องเลือกเดินสายฮาร์ดคอร์ หรือทั้งหมดมาจากดีเอ็นเอ? “เพราะรับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม เราอยากเห็นบ้านเมืองสงบ สันติ ก็ไม่ได้เห็น มัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง อิจฉาริษยา ไม่มีสามัคคี มันกลายเป็นความรู้สึกว่า หากไม่ออกมาทำอะไรสักอย่างคงไม่ดีแน่ พี่ไม่ใช่คนแบบบ้าดีเดือดนะ แต่ทนเห็นสภาพสังคมแบบนี้รับไม่ได้ ในหัวคิดเสมอว่าตายคือตายเกิดมาทั้งทีอย่าให้เสียชาติเกิด มันก็เลยต้องทำ”

“แน่นอนการจัดตั้งกองกำลังลักษณะนี้ขึ้น หน่วยความมั่นคงต้องจับตาเป็นพิเศษอย่างแน่นอน ผมขอชี้แจงในส่วนนี้เลยว่าวันนี้ผมพูดชัดเจนการก่อกำเนิดจัดตั้ง อพปช.ขึ้นมา ไม่ใช่การตั้งมาเพื่อรบกับกองทัพ องค์กรอิสระ แต่ต้องการให้เห็นว่า กลุ่มคนใดหรือกลุ่มใต้ดินพยายามเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย แนววิธีขัดต่อรัฐธรรมนูญ อยุติธรรม ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมเอาแน่ สู้แน่ แต่สู้ด้วยยุทธวิธีไหนขอปิดเป็นความลับ ผมพร้อมในที่ตั้งตลอดเวลา ถ้าบ้านเมืองมีวิกฤตจริงไม่ว่ารัฐบาลไหนเราก็จะช่วย”

สุภรณ์ พูดเสียงดังหนักแน่นว่า การตั้งกองกำลังครั้งนี้จริงจังไม่ใช่จะมาสร้างหน้าตาหรือสร้างภาพเดินกันเหยาะแหยะ แต่ในวันนี้ถ้าเกิดสถานการณ์ขึ้นมา ถามว่าวงจรอุบาทว์นี้ควรพอแล้วหรือยัง มันถอยหลังลงคลองเสียหายยับเยินขนาดไหน ดังนั้นในวันนี้ถ้าเราไม่มีความเสียสละบอกได้เลยว่าเสียชาติเกิด มันควรจะมีคนที่กล้าเสียสละจริงจังจริงใจในการปกป้องประชาธิปไตยเสียที อย่าปล่อยให้พวกนี้คิดว่าอำนาจเป็นของพวกตัวเองอย่างเดียว อำนาจอยู่ที่ปลายกระบอกปืน

“ถ้าเกิดกรณีเหมือนปี 2549 มันก็ต้องสู้กัน อย่าลืมว่าวันนี้เราปกป้องรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังเป็นรัฐบาลรักษาการของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง เราก็ยังถือว่าเป็นรัฐบาลที่มาตามกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย วันนี้ผมมั่นใจว่ากองกำลังของพวกผม อพปช.ก็จะเป็นส่วนหนึ่งถ้ากรณีที่จะมีคนมายึดอำนาจ คนที่ก่อการยังไม่ชนะก็เท่ากับว่ายังเป็นกบฏอยู่ พวกเราก็พร้อมจะเป็นทหารของรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยในการไปสู้กับกบฏที่มาปล้นอำนาจรัฐบาล”

แม้ว่าสุภรณ์จะกล่าวอย่างชัดเจนว่านอกจากการทำรัฐประหารแล้ว ไม่มีเงื่อนไขอื่นที่จะทำให้กองกำลังฮาร์ดคอร์ออกปฏิบัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการตั้งกองทัพประชาชนขึ้นมาเช่นนี้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะทหารต้องจับตา

“บอกเลยว่าไม่มีปัญหา ผมไม่ได้ไปรบกับทหาร ผมไม่ได้ไปแบ่งแยกประเทศ แบ่งแยกแผ่นดิน แต่ผมมาปกป้องแผ่นดิน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมเพียงแต่รวมพลังเพื่อตักเตือนว่าใครอย่าคิดเอาทหาร เอารถถังมาทำลายประชาธิปไตย”

“ถ้าพวกเราประชาชนไม่เสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตยแล้ว แน่นอนว่าทหารก็ต้องออกมาอีก เดี๋ยวก็รถถัง เดี๋ยวก็อำนาจมืดนอกระบบ สุดท้ายบ้านเมืองเราก็ถอยหลังตามเพื่อนบ้านอย่างพม่า กัมพูชา ลาว ดังนั้น จึงต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่พร้อมพลีชีพตายเป็นตาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้คนกลุ่มนี้ต้องกล้าที่จะอุทิศโดยเอาตัวเองแลกกับประชาธิปไตยของประชาชน ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษามันเอาไว้ให้ได้”

คำว่าตายเป็นตายของ “สุภรณ์” ฟังดูออกจะรุนแรงชนิดเลือดสาดนองแผ่นดิน เขาอธิบายว่า ตายเป็นตายคือเราพร้อมรบ กรณีที่ต้องออกปล้นรถถังแย่งรถถังไม่ให้ทหารยึดอำนาจเราก็ต้องทำ คือทำทุกอย่างทุกรูปแบบ แต่เราไม่ได้หมายความว่าเรากำลังตั้งกองกำลังเพื่อเอาไปสู้กับทหาร ไม่ใช่อย่างนั้น เราชัดเจนว่าสิ่งเดียวที่ห้ามทำคือรัฐประหาร

นั่นหมายความว่ารัฐประหารคือสถานการณ์เดียวที่กองทัพ อพปช.จะเคลื่อนไหวเช่นนั้นหรือ สุภรณ์ ยอมรับว่า “ใช่” ก่อนจะอธิบายเพิ่มว่า รัฐประหารในที่นี้หมายความรวมไปถึงการรัฐประหารโดยอำนาจนอกระบบด้วย เช่น เอาองค์กรอิสระมาตัดสินสะเปะสะปะ เอาอัตตาความคิดส่วนตัวมาเป็นข้อตัดสิน ทำลายรัฐบาลที่มาจากประชาชนด้วยการตั้งข้อกล่าวหาจากอคติของตัวเอง ไม่ยึดกฎหมายที่ยุติธรรม ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นกลาง ตรงนี้เราก็ยอมไม่ได้

แต่กระนั้นก็ยากที่จะติดสินได้ว่าอะไรคือความเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง สุภรณ์ บอกว่า ในวันนี้พวกเรารู้ว่ากระบวนการขององค์กรอิสระอันไหนยุติธรรมไม่ยุติธรรม เราอย่าหลอกตัวเอง ประชาชนระดับรากหญ้าเขาก็รู้ว่ากระบวนการยุติธรรมองค์กรอิสระเป็นอย่างไร มันไม่มีหรอกที่จะเกิดสองมาตรฐานอย่างชัดเจน บางทีบางเรื่องเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ดองกันเป็นหลายปี พอเป็นเรื่องของคนเสื้อแดง เป็นเรื่องของรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทย มันด่วนจี๋ ตัดสินได้ทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้น ถามว่าจะให้เราทนกันอยู่ได้อย่างไรเขาบอกว่า ตอนนี้อายุก็ 50 แล้ว ผ่านการเมืองมา 30 ปี เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หลายสมัย อยากให้เหตุการณ์มันจบไปสักที ถ้าต้องมาเสียชีวิตอย่างน้อยก็คิดเสียว่าชาตินี้บ้านเมืองสามารถเดินหน้าได้หากทุกคนเสียสละเพื่อประชาธิปไตย ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัวบ้านเมืองก็คงถอยหลังลงคลองดังเช่นนี้

“ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า” ดังนั้น “สุภรณ์” จึงกล้าเดิมพันด้วยชีวิต

แรมโบ้อีสาน ดำเนินเรื่องต่อไปว่า เพราะอำนาจเก่ายังฝังรากอยู่ ซึ่งกลุ่มนั้นอาจไม่พอใจ นั่นก็ต้องมาสู้กันว่าหลักการแบบเผด็จการต้องมาสู้กับประชาธิปไตย

ไม่กลัวตาย? ...“มนุษย์คนไหนเกิดมาไม่กลัวตาย ทุกคนเกิดมาตายทั้งหมด เพียงจะมีอายุขัยสั้นหรือยาวเท่านั้น ผมคลุกคลีทำงานการเมืองไทยตั้งแต่สมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวมากมาย ผมพร้อมแลกกันด้วยชีวิตตายเป็นตาย อะไรจะเกิดขึ้น อพปช.ขอรับผิดชอบเอง ครั้งนี้ต้องการทำ อพปช.ให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน และปกป้องทุกรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ทุกพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ”

“ถ้าวันหนึ่งตายก็ไม่เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างน้อยได้ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองดีคนหนึ่งที่จะปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาธิปไตย อย่างพ่อและน้องชายผมต้องตายก่อนเวลาอันควร ถามว่ายังไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ถ้าผมจะตายเพราะประชาธิปไตยก็ดีกว่าตายเพราะมะเร็งและความดัน อย่างน้อยก็ได้เริ่มทำ”

สุภรณ์ บอกว่า สถานการณ์ความขัดแย้งตอนนี้ไม่มีใครคาดได้ว่ามันจะลงเอยด้วยสันติวิธีหรือเกิดการกลียุค ซึ่งนั่นไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามกลางเมือง สำคัญที่สุดคือเราต้องการเรียกร้องความถูกต้อง ความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้ ตามกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ให้เดินไปตามหลักนิติธรรมและทุกอย่างจะจบหมด แต่ถ้าทุกคนเดินนอกกฎหมาย ถือว่าหายนะหมด ส่วนคดีความที่ติดตัวช่วงที่มีการขับเคลื่อนทางการเมือง ตรงนี้ขอปิดเป็นความลับ

อย่างไรก็ตาม การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้ขึ้นเวทีด่าว่าหรือปลุกปั่นใคร แต่คนที่ถูกถอนประกันเนื่องจากไปขึ้นเวทีพูดจายุยงปลุกปั่นผิดเงื่อนไขศาล การประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ ไม่ใช่ปลุกปั่น เชิญชวน ไม่ผิดตามสิทธิรัฐธรรมนูญ ทว่าคือการแสดงพลัง แต่อย่างสวนลุมพินีของกลุ่ม กปปส.ผิดชัดเจน

“ไม่มีใครสามารถสั่งหยุด อพปช.ได้แล้ว แม้วันที่แรมโบ้ไม่อยู่ก็จะมีคนอื่นขึ้นมาสานต่อทำหน้าที่เดิมเพื่อประชาธิปไตย แม้ทักษิณจะสั่งห้ามก็หยุดผมไม่ได้” แรมโบ้อีสาน ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท