
2 แสนฮาร์ดคอร์ พร้อมรบ
คำประกาศเชื้อเชิญชายฉกรรจ์อายุ 18 ปีขึ้นไป ร่างกายกำยำ จิตใจฮึกเหิม
โดย...ทีมข่าวการเมือง
คำประกาศเชื้อเชิญชายฉกรรจ์อายุ 18 ปีขึ้นไป ร่างกายกำยำ จิตใจฮึกเหิม จัดตั้งเป็นกองกำลังนักรบฝ่ายประชาชนพร้อมพลีชีพได้เพื่อประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ของ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ในฐานะประธานอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ได้สร้างความตระหนก งวยงง สงสัย แก่สังคมไทย
มิหนำซ้ำท่าทีที่ดุดันถึงขั้นประกาศกร้าว “ตายเป็นตาย” ภายใต้การสลักยี่ห้อ “แรมโบ้อีสาน” ด้วยแล้ว ตีความเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกเสียจากความหมายตรงตามตัวอักษร “ตายเป็นตาย”
“โพสต์ทูเดย์” บุกถ้ำเสือฐานบัญชาการแนวร่วมคนเสื้อแดง ชั้น 4 อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เปิดใจ “แดงฮาร์ดคอร์”
คนคำนวณมิสู้ลิขิตฟ้า แต่นาทีนี้ “สุภรณ์” ขอเย้ยฟ้า ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า เดิมพันชีวิตต่อต้านอำนาจนอกระบบที่โค่นล้มประชาธิปไตย
“ผมมีความคิดจะจัดตั้งอาสาสมัครเหล่านี้มานานแล้ว ที่ผ่านมายังไม่มีใครทำก็เลยเสนอตัวเอง และคณะกรรมการแต่ละจังหวัดเป็นแม่งาน” เขาเริ่มเล่า
“มันไม่ไหวแล้ว วันนี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย มีสองมาตรฐานเกิดขึ้นมากมาย หรืออย่างรัฐบาลที่มาจากประชาชน แต่พอมีอะไรนิดหน่อยทหารก็ลากปืนออกมายึดอำนาจ ทำรัฐประหารซ้ำไปซ้ำมา กลับเข้ามาทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถามว่าแล้วอย่างนี้บ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ได้เมื่อใด”
ทางออกเดียวคือติดอาวุธสู้?... “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอาวุธ ตอนนี้เรายังไม่มีอาวุธ แต่ถ้าอีกฝั่งหนึ่งเอาอาวุธมา ถามว่าถ้าเราแย่งอาวุธได้จะถือไว้เฉยๆ ให้เขายิงอยู่ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ จะไม่ให้ยิงเขากลับเลยหรือ แต่วันนี้ย้ำว่าอาวุธเรายังไม่มี มีแต่การติดอาวุธทางปัญญา ทางความคิด และติดอาวุธในหัวใจ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าประชาธิปไตยต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์อย่างไร”
“ถ้าเขามามือเปล่า เราก็ใช้มือเปล่า ถ้าเขาเอาปืนมายิงเรา ถ้าเรามีปืน เราก็ต้องยิงสู้ มันไม่มีทางเลือก มันก็ต้องสู้กันทั้งใต้ดินบนดิน ก็คือสู้กันแลกด้วยชีวิตเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย”
นั่นนำมาสู่การตั้งกองกำลัง อพปช. ซึ่งสุภรณ์ได้ออกแถลงการณ์การก่อตั้งกลุ่ม อพปช. มีวัตถุประสงค์
1.ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.เรียกร้องประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน เพื่อประชาชน และเรียกร้องความถูกต้องความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม 3.เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ของกลุ่มคนที่รักประชาธิปไตย 20 จังหวัดภาคอีสาน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และ 4.ร่วมต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารและเผด็จการทุกรูปแบบ
“ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงจะต้องรวมพลังเพื่อแสดงพลังถึงมหาพลังอันยิ่งใหญ่ของประชาชนออกมาพิทักษ์ปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และได้จัดเตรียมยุทธวิธีในการจัดการกับกลุ่มบุคคล คณะบุคคลที่มุ่งจะทำลายประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สิ้นไปจากแผ่นดินไทย” แถลงการณ์ระบุ
สำหรับกำหนดการรับสมัครสมาชิกกลุ่ม อพปช.ให้ได้จำนวน 2 แสนคน ภายในเดือน มี.ค. 2557 นับหนึ่งที่ จ.มหาสารคาม ในวันเสาร์ที่ 1 มี.ค. 2557 คณะกรรมการจังหวัดในภาคอีสาน 20 จังหวัด จะเปิดรับสมัครพร้อมกันทั่วทุกจังหวัด
ถ้าเป็นไปตามที่ “สุภรณ์” วางแผนไว้โดยไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในวันที่ 15 มี.ค.นี้ ทั่วทั้งประเทศจะมีสมาชิกกองกำลังนักรบ อพปช.กระจายอยู่ โดยเป้าหมายแรกกำหนดไว้ที่ 6 หมื่นนาย
“ตอนแรกจะจัดตั้งเฉพาะในภาคอีสาน แต่พอคนภาคอื่นรู้ข่าวก็สนใจกันมาก เขาก็น้อยอกน้อยใจกันอีกว่าทำไมถึงรับแต่ภาคอีสาน ก็มีความรู้สึกว่าคนที่รักประชาธิปไตย คนที่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมใจจะมารวมพลังกันทำไมถึงไม่เปิดโอกาสให้ ผมก็เลยเอาแกนนำของแต่ละภาคมาหารือกัน ซึ่งตอนนี้มีครบทุกภาคแล้ว ตั้งแต่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือ”
“แต่ละวันมีคนโทรศัพท์เข้ามาเป็นพันสาย ถามกันว่าจะสมัครอย่างไร ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งก็ได้มอบอำนาจให้คณะกรรมการจังหวัดไปแล้ว เขาจะมีการพิจารณากำหนดคุณสมบัติเพื่อคัดเลือก ไม่ใช่ไปเอาขี้ยามาฝึก แต่สิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือหัวใจต้องแข็งแกร่ง พร้อมสู้รบ พร้อมที่จะออกมาปกป้องประชาธิปไตย นี่คือคุณสมบัติเด่นอย่างแรกที่ อพปช.ต้องการ จากนั้นจะตรวจสอบประวัติว่ามีที่มาอย่างไรอีกครั้ง”
สุภรณ์ แจกแจงว่า ภาคอีสานเปิดรับในวันที่ 8 มี.ค.นี้ ที่หน้าศาลากลางจังหวัด ตั้งแต่ 08.0016.00 น. และในวันที่ 15 มี.ค.นี้ เป็นคิวของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออก ก็จะพยายามจัดการให้ทันวันที่ 15 มี.ค.นี้เช่นกัน
“พอรับสมัครเสร็จเรียบร้อยหลังวันที่ 8 มี.ค.เป็นต้นไป เฉพาะภาคอีสานก็จะมีประมาณ 2 หมื่นนาย และก่อนวันที่ 15 มี.ค. ทุกจังหวัดจะได้อีกไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ทั่วประเทศก็จะได้ประมาณ 6 หมื่นนาย จากนั้นก็จะจัดงานสวนสนามแสดงพลังเหมือนที่กองทัพไทยทำ โดยอาจเรียกระดมมาจากทุกจังหวัดโดยพร้อมเพรียง ทุกคนมาในเสื้อสีดำ สกรีนตราสัญลักษณ์ อพปช. และกล่าวคำปฏิญาณกันเสียงดังกึกก้อง”
สุภรณ์ บอกว่า ในวันดังกล่าวจะมี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประธานที่ปรึกษา อพปช. มาเป็นประธานการสวนสนาม ส่วนตัวเองจะเป็นผู้กล่าวรายงาน
“ผมเป็นคนโทรไปหาท่าน พล.อ.พัลลภ เอง เชิญท่านมา ท่านก็ไม่มีปัญหา ท่านยินดี ที่ต้องเป็น พล.อ.พัลลภ เพราะวันนี้เรามองแล้วว่าท่านคือทหารที่ยืนเคียงข้างประชาชน เป็นหลักเป็นชัยให้กับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยได้ โดยสิ่งที่ท่านจะช่วยเรา มีทั้งการฝึกยุทธวิธี เทคนิคการปฏิบัติในการต้อนรับปลายกระบอกปืน ท่านเป็นที่ยอมรับว่าเป็นทหารสายเหยี่ยวที่มีประสบการณ์ด้านนี้”
สำหรับสถานที่จัดงานนั้น ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือว่าจะรวมพร้อมกัน 6 หมื่นคนในสถานที่เดียว หรือจะแยกเป็นรายจังหวัดแต่จัดในวันเดียวกัน แต่เบื้องต้นได้ดูสถานที่เอาไว้บ้างแล้ว อาทิ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีความจุได้หลายแสนคน
ในส่วนของการฝึก จะมีครูฝึกส่วนใหญ่เป็นตำรวจและทหารนอกราชการที่เคยผ่านสนามรบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายทหารพรานค่ายปักธงชัย อดีตผู้บัญชาการ นายพล โดยขณะนี้คนกลุ่มนี้ได้แสดงความประสงค์เข้ามาร่วมสอนจำนวนมาก เบื้องต้นมีแล้วหลายร้อยคน ส่วนคนที่ยังอยู่ในราชการก็มีจำนวนมาก แต่ต้องปฏิเสธน้ำใจของเขาไป เนื่องจากเกรงว่าหน้าที่ในราชการจะกระทบขบวนการได้
“การฝึกนอกจากพื้นฐานคือสมรรถภาพกำลังความเข้มแข็งแล้ว ครูฝึกจะเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยุทธการทางทหาร การจรยุทธ์ รุกรับไล่ หลักสูตรการจู่โจม โดยส่วนกลางมอบนโยบายไปว่าให้แต่ละจังหวัดไปกำหนดสถานที่ฝึก ทำเต็นท์ทำค่ายพัก ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการจังหวัดก่อน”
สุภรณ์ บอกอีกว่า เมื่อหลักสูตรการฝึกทั่วไปสมบูรณ์ลงตัวแล้ว ในอนาคตจะมีการคัดเลือกคนแยกออกไปฝึกเป็นหน่วยพิเศษด้วย
“แน่นอนที่สุดมันต้องมีทั้งนักรบบนดินและนักรบใต้ดิน แต่เรื่องติดอาวุธเรายังไม่พูดถึง แต่อนาคตข้างหน้ามันไม่รู้เอาเป็นว่าถ้ามีอยู่ในมือก็ใช้เป็นแล้วกัน ผ่านการฝึกมาหมดแล้ว”
นอกจากนี้ จะมีการตั้งวอร์รูมเหมือนกับเป็นฐานบัญชาการ มีการแบ่งให้ชัดเจนว่าจังหวัดไหนเป็นทัพหน้า จังหวัดไหนเป็นทัพเสริม เช่น เบื้องต้นอาจจะให้ จ.มหาสารคาม อุดรธานี ขอนแก่น และนครราชสีมานำร่อง โดยองค์กรนี้จะมีสถานที่ประสานงานอย่างชัดเจน เพราะเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เขาบอกว่า แม้ยังไม่มีการสรุปแต่ก็ได้ให้คณะกรรมการทุกจังหวัดกลับไปทำการบ้านกันมาว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วเราจะสามารถระดมกันอย่างไร ใช้ระยะเวลาเท่าไร พื้นที่ใดคือจุดนัดพบ กำหนดออกมาให้ชัดเจน 1-2-3-4 จากนั้นก็จะนำแผนดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่เพื่อสรุปภาพรวมทั้งหมดออกมาเป็นแนวปฏิบัติอีกครั้ง
“ส่วนเรื่องสู้มันเป็นยุทธศาสตร์ รายละเอียดของยุทธวิธียังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้ มันเป็นความลับของหน่วยเรา ขององค์กรเรา จะไปบอกว่ากูจะไปจับปืนสู้ เอาเหล็กไปแยงแทงรถถังจะไปบอกทำอะไร”
ถ้าถึงวันนั้นจริงคงต้องนองเลือดกันแน่?... “มันก็ยังไม่รู้ แต่ก็ต้องสู้กัน มีสากกะเบืออยู่ในมือก็ต้องรบ”
ข้อสังเกตหนึ่งที่ไม่ถามไม่ได้ กองกำลัง อพปช.ตั้งขึ้นเพื่อปกป้องประชาธิปไตย หรือปกป้องพรรคเพื่อไทย รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร กันแน่แกนนำคนเสื้อแดงรายนี้ยืนยันว่า กองกำลังนี้มีไว้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย ไม่ใช่ปกป้องพรรคเพื่อไทยหรือท่านทักษิณอะไร มันไม่เกี่ยวกับท่าน จากนี้ถึงมีรัฐบาลชุดใหม่ ไม่จำเป็นว่าจะมาจากพรรคไหน แต่ขอว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน ไม่ใช่ตั้งในค่ายทหาร หรืออำนาจนอกระบบ
“ท่านทักษิณก็ไม่ได้คุยเรื่องนี้ และไม่เกี่ยวข้องกับท่าน เราทำเองคิดเอง ไม่มีใครมากำหนดมาสอน ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้ามาแนะนำ”







