
คำนูณเสนอปฏิรูป"3ไม่"ให้กปปส.
คำนูณโพสต์เฟซบุ๊กเสนอแนวทางปฏิรูป "3 ไม่" ให้กปปส. ชี้ปัญหาวิกฤตของประเทศเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐสภา
คำนูณโพสต์เฟซบุ๊กเสนอแนวทางปฏิรูป "3 ไม่" ให้กปปส. ชี้ปัญหาวิกฤตของประเทศเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐสภา
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายคำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่อง "ส่งการบ้านกปปส. : '3 ไม่' เบื้องต้นของการปฏิรูปประเทศ" โดยมีรายละเอียดดังนี้
วันที่10 มีนาคม 2557 กปปส.จะเริ่มสัมมนาลงลึกแนวทางการปฏิรูปประเทศและการปฏิรูปการเมืองในเบื้องต้นหลังมีรัฐบาลคนกลาง
ขอส่งการบ้านด้วยการเสนอ “3 ไม่” เป็นข้อเสนอพื้นฐาน 3 ประการแรก
1) ไม่บังคับผู้สมัครส.ส.ให้ต้องสังกัดพรรคการเมือง
2)ไม่ให้อำนาจพรรคการเมืองขับไล่ส.ส.ที่ไม่ปฏิบัติตามคำบงการพ้นจากตำแหน่ง
3)ไม่บังคับว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากส.ส.เท่านั้น
ถ้าการปฏิรูปการเมืองหมายความถึงการทำลายระบอบทักษิณซึ่งเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของระบอบเผด็จการรัฐสภาของนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนขั้วอำนาจก็ไม่อาจจะเว้นการปฏิรูปใน 3 ประการนี้ได้
พูดเรื่องนี้มา20 ปีแล้วเป็นอย่างน้อย
เป็นสารัตถะหลักเดียวกับนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัตน์ภายใต้การนำของท่านอาจารย์บรรเจิดสิงคะเนติ อันเป็นแนวคิดที่สืบทอดมาจากศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
ขออนุญาตเผยแพร่คลิป “เกาะติดวิกฤตชาติกับศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์” อีกสักครั้ง ณ ที่นี้
ท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์เคยไปอภิปรายเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศในหัวข้อ “ปฏิรูปประเทศ :ปฏิรูประบบรัฐสภาเพื่อการพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย” ให้กับสถาบันพระปกเกล้าในช่วงเดือนสิงหาคม 2553 นับถึงวันนี้ก็เกิน 3 ปีเต็มมาแล้วมา
อาศัยที่ถ้อยคำที่ท่านพูดบางคำบางประโยคนั้นดู “แรง” จึงทำให้ปรากฏเป็นข่าวฮือฮาในวงเล็ก ๆ อยู่วันหนึ่ง แต่ก็เท่านั้นเป็นข่าวพาดหัวอยู่วันเดียวแล้วก็เงียบหายไป เหมือนที่เคยเป็นมาโดยตลอดกับแนวคิดของท่านตั้งแต่ปี2535 เป็นต้นมา
โดยหลักแล้วแนวคิดนี้เห็นว่าปัญหาวิกฤตของประเทศเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐสภาหรือระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน
ถ้าจะแก้ไขก็มีแต่ต้องทำลายระบอบ/ระบบนั้นในทันที !
จริงๆแล้วสารัตถะของแนวความคิดนี้ไม่ต่างจากแนวความคิดปฏิวัติประชาธิปไตยของนักเคลื่อนไหวมวลชนกลุ่มหนึ่งที่สืบมรดกความคิดมาจากท่านอาจารย์ประเสริฐทรัพย์สุนทร แน่นอนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธอยู่ในสกุลความคิดนี้ด้วย
วิธีการแก้ไขในเบื้องต้นที่ต้องทำทันทีก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยๆ 3 ประการที่กล่าวมา
จากนั้นขั้นต่อไปก็คือเริ่มกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปประเทศโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์ในการบริหารบ้านเมืองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ โดยผ่านระบบการคัดเลือกจาก “รัฐบุรุษ” หรือ “ผู้นำ”ในความหมายของ Statesman ไม่ใช่ในลักษณะของ “สภา” หรือ “สมัชชา” ที่มีที่มาหลากหลาย
ขั้นสุดท้ายเมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำเสร็จพร้อมกันแล้วให้นำมาผ่านการลงประชามติจากประชาชนโดยตรง
ไม่ว่าใครจะเห็นพ้องหรือเห็นต่างอย่างไรท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์ก็ยืนยันของท่านอย่างนี้ มากว่า 20ปีแล้วนับตั้งแต่นำข้อเขียนเรื่อง “รัฐธรรมนูญ: โครงสร้างและกลไกทางกฎหมาย” เสนอต่อที่ประชุมในการสัมมนาทางวิชาการที่โรงแรมเอเซียจัดโดยสถาบันนโยบายศึกษา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2534 และเป็นหัวหน้าคณะวิจัยรวมทั้งเขียนบทความต่อเนื่องด้วยตนเองตลอด2 ปีต่อมาก่อนจะตกรวบยอดเป็นบทสรุปด้วยการเขียนบทความขนาดยาวเรื่อง “Constitutionalism: ทางออกของประเทศไทย” ลงในนสพ.ผู้จัดการรายวันช่วงเดือนเมษายน2537 สมัยเมื่อผมเป็นบรรณาธิการข่าวการเมืองและบรรณาธิการบทความและจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสถาบันนโยบายศึกษาในอีก 3 เดือนต่อมาอย่างที่เล่าให้ฟังในตอนต้น
ท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีก็เคยนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของคณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย(คพป.) เมื่อปี 2537 อย่างจริงจัง
คุณบรรหารศิลปอาชานำมาหาเสียงเลือกตั้งในปี 2538เป็นสัญญาประชาคมของพรรคชาติไทยว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางคพป.นี้และจะเพราะสัญญาประชาคมนี้หรือไม่ ไม่ทราบ แต่ท่านก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21ของประเทศนี้หลังการเลือกตั้งครั้งนั้นและได้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษาหาแนวทางทำตามสัญญาประชาคมโดยมีคุณชุมพลศิลปอาชาเป็นประธาน
เป็นรากฐานที่นำไปสู่การแก้ไขมาตรา211 รัฐธรรมนูญ 2534 ในปี 2539
ก่อให้เกิดสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำรัฐธรรมนูญ2540 ขึ้นมาในที่สุดแต่เป็นรูปแบบสภาหรือสมัชชา แตกต่างไปจากแนวคิดเดิม จึงก่อให้เกิดเป็นข้อจำกัดแม้นวัตกรรมทางการเมืองหลายอย่างจะมาจากแนวคิดวิชากฎหมายมหาชนยุคใหม่ที่นำเสนอโดยท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์ แต่หลักสำคัญที่สุด 3 ประการข้างต้นไม่ได้รับการแก้ไขเพราะไม่สามารถยืนหยัด “ทานกระแส” ที่เชื่อผิดๆ ต่อ ๆ ตามกันมา
ผลที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้นในที่สุดจึงคือการกระชับอำนาจให้กับระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน
ท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์ไม่ได้ย่อท้อ หรือเปลี่ยนแปลงความคิดท่านนำเสนอแนวคิดพื้นฐานของท่านอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่ง 2 ศิษย์เอกอย่างท่านอาจารย์สมยศเชื้อไทยและท่านอาจารย์บรรเจิดสิงคเนติถึงกับก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาพรรคหนึ่งชื่อ “พรรคทางเลือกที่สาม”ในช่วงปี 2547 ช่วงวิกฤตเดือนมีนาคม - พฤษภาคม2553 ก่อนจะนองเลือดท่านก็เสนอทางออกของประเทศไทยอีกครั้งภายใต้แนวคิดพื้นฐานเดิมแต่ประยุกต์ไปตามสถานการณ์
เมื่อเกิดกระแส “ปฏิรูปประเทศ” ขึ้นควบคู่กันไปท่านก็ออกมาตอบโจทย์อีกว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง 2ขั้นตอน
เสนอตัวอย่าง “ร่างต้นแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” ออกมาด้วย !
จุดอ่อนประการสำคัญของท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์ก็คือภาคประชาชนส่วนหนึ่งกล่าวหาท่านว่าไม่เห็นพลังของมวลชนไปเน้นแต่ชนชั้นนำมากเกินไป
ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะเชื่อแนวทางการวิเคราะห์สังคมไทยตามหลักสังคมวิทยาการเมือง
เมื่อ2 ปีก่อนท่านวิจารณ์แนวทางตั้งสมัชชาของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสีที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไว้ว่าการแก้ปัญหาการปฏิรูปประเทศไม่ได้อยู่ที่จำนวนของสมัชชาและคาดหมายว่าสิ่งที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปจะได้จากสมัชชาทั้ง 14 สมัชชา ก็คือ ความคิดเห็นที่หลากหลาย จนจับสาระและเหตุผลไม่ได้และไม่รู้ว่าจะทำให้ข้อเสนอเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร
อยากให้มวลชนกปปส.ลองพิจารณาแนวทางปฏิรูปประเทศของท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์มาประยุกต์กับการต่อสู้ของมวลมหาประชาชน แม้อาจจะเป็นแนวทางที่แตกต่างไปจากแนวทางสภาประชาชน-รัฐบาลประชาชน
จะอย่างไรลักษณะไหนเชื่อว่านักวิชาการเครือข่ายกปปส.น่าจะช่วยกันได้ โดยเฉพาะกลุ่มสยามประชาภิวัตน์
ในคลิปสัมภาษณ์ล่าสุดท่านอาจารย์อมรจันทรสมบูรณ์ก็ได้พูดถึงการปฏิวัติโดยประชาชนไว้ด้วย
แนวทางการขอพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศอาจเป็นหนึ่งในทางออกได้เมื่อเกิดสุญญากาศลักษณ์ใดลักษณ์หนึ่ง







