
ล้ำเส้นถล่ม รพ.
เป็นหลักสากลที่ปฏิบัติกันทั่วโลกว่า แม้ท่ามกลางสภาวะสงคราม คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็จะไม่โจมตีโรงพยาบาล
เป็นหลักสากลที่ปฏิบัติกันทั่วโลกว่า แม้ท่ามกลางสภาวะสงคราม คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายก็จะไม่โจมตีโรงพยาบาลหรือหน่วยพยาบาลของฝ่ายตรงข้าม แต่ความขัดแย้งของกลุ่มเห็นต่างทางการเมืองในประเทศไทย ได้มีการล้ำเส้นยิงระเบิดเข้าไปในโรงพยาบาล ขณะรัฐบาลที่มีอำนาจ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และระดมเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเต็มกรุงเทพฯ กลับไม่สามารถรักษาความสงบไม่ให้ฉุกเฉินได้
ตามที่ทราบกันว่า เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ของคืนวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ จากที่ก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โรงพยาบาลเคยโดนข่มขู่มาแล้วครั้งหนึ่ง ตามที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวใช้ชื่อ “เหรียญทอง แน่นหนา” กรณีถูกกลุ่มอันธพาลข่มขู่ตนและโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดยระบุว่า ขอให้หยุดพฤติกรรมนี้ นั่นคือพฤติกรรมที่โรงพยาบาลประกาศรักษากลุ่มผู้ชุมนุมที่เห็นต่างจากรัฐบาลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สำหรับการข่มขู่ครั้งนั้น ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้ชี้แจงไปแล้วว่า อยากให้ผู้ที่ข่มขู่โรงพยาบาลคิดคำนึงถึงพรรคพวกของท่านที่ก่อเหตุใช้ความรุนแรงที่แยกหลักสี่ แจ้งวัฒนะ แล้วกลับต้องกลายเป็นผู้บาดเจ็บเสียเอง และได้ถูกส่งตัวมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะจนปลอดภัย ซึ่งผู้อำนวยการและโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะไม่ต้องการเรียกร้องบุญคุณใดๆ จากใคร หรือเรียกร้องให้ท่านหยุดการข่มขู่ หากไม่เลือกใช้บริการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะนั้น ไม่เป็นไร แต่อยากขอให้ได้โปรดมีจิตสำนึกในการรู้ดี รู้ชั่ว ทำความดีตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน และหยุดใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมเสียที
นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ยืนยันยังรักษาชีวิตของพวกท่านอันธพาลผู้ข่มขู่ที่บาดเจ็บ โดยค่ารักษาพยาบาลกลับต้องตกเป็นภาระแก่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะที่พวกท่านได้ข่มขู่ด้วย ทางโรงพยาบาลจึงถามว่าทำแบบนี้มันสมควรแล้วหรือ
หลังผ่านไป 2-3 สัปดาห์ เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค. ก็มีผู้ก่อการร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะตามที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แต่โรงพยาบาลก็ยังยืนยันว่าจะยังรักษาพยาบาลผู้ที่มีอุดมการณ์ตรงข้ามกับผู้ชุมนุม กปปส.อย่างเปิดเผย โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์ รวมทั้งบุคลากรในโรงพยาบาลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ก็ยังสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างสันติ
จะเห็นได้ว่า แม้จะโดนข่มขู่และยกระดับมาใช้ปืนยิงเข้าใส่ แต่ทางโรงพยาบาลยังคงทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยโดยไม่เลือกฝ่ายเห็นต่างหรือเห็นด้วยทางการเมือง จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและเอาจริงเอาจัง จับดำเนินคดีสร้างความยุติธรรมกับเหตุรุนแรงที่ทั่วโลกแม้อยู่ในภาวะสงครามเกลียดชังกันแค่ไหนก็ไม่มีใครทำเช่นนี้ เพราะสิ่งนี้อาจช่วยเรียกความเชื่อมั่นรัฐบาลที่มีอยู่น้อยให้ยังพอมีเหลืออยู่บ้างได้







