posttoday
ปฏิรูปพลังงานไทย : ต้องทำทั้งระบบ

ปฏิรูปพลังงานไทย : ต้องทำทั้งระบบ

07 มีนาคม 2557

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานไทย เราจะได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการทวงคืน ปตท. ควบคู่ไปกับการลดราคาพลังงาน โดยให้เหตุผลว่า ถ้าทวงคืน ปตท.มาเป็นของประชาชนได้ จะทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันมีราคาถูกลง

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการปฏิรูปพลังงานไทย เราจะได้ยินเสียงเรียกร้องให้มีการทวงคืน ปตท. ควบคู่ไปกับการลดราคาพลังงาน โดยให้เหตุผลว่า ถ้าทวงคืน ปตท.มาเป็นของประชาชนได้ จะทำให้ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันมีราคาถูกลง

ผมไม่แน่ใจว่าผู้ที่เรียกร้องให้ทวงคืน ปตท.นั้น ต้องการให้ทวง ปตท.คืนจากใคร เพราะทุกวันนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. คือ กระทรวงการคลัง ซึ่งถือหุ้นอยู่ 51% รองลงไปคือ กองทุนวายุภักษ์ (ที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100%) ถืออยู่ 15% รวมกันแล้วเท่ากับกระทรวงการคลังถือหุ้น ปตท.อยู่ 66%

ที่เหลืออีก 34% เป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยแบ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยชาวไทย 16% และต่างชาติอีก 18%

ถ้าจะให้ผมเดา ผมก็เดาว่าเขาคงอยากให้ทวงคืนหุ้น ปตท.มาจากผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อให้ ปตท.กลับมามีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ 100% เหมือนรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นก็คงต้องถอน ปตท.ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย เพราะถ้ารัฐซื้อหุ้นคืนจากประชาชน (มองในแง่ดีว่าจะใช้วิธีซื้อคืน ไม่ใช่ยึดหุ้นคืนมาเฉยๆ) และเป็นเจ้าของ 100% แล้ว จะยังคงให้ ปตท.อยู่ในตลาดไปเพื่ออะไร

คำถามก็คือ ถ้าทำอย่างนั้นแล้ว จะถือว่าเป็นการปฏิรูปพลังงานจริงไหม

ทำแล้วราคาน้ำมันมันจะถูกลงจริงหรือเปล่า

ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกิจการพลังงานของประเทศจะดีขึ้นหรือจะเลวลง

ปตท.เมื่อกลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลอย่างเต็มที่ จะมีโอกาสถูกแทรกแซงและครอบงำโดยฝ่ายการเมืองมากขึ้นและสะดวกขึ้นหรือไม่

เมื่อนำ ปตท.ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของตลาด ในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามหลักความโปร่งใส ความมีธรรมาภิบาล ข้อมูลต่างๆ ก็ไม่ต้องเปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย และประชาชนทั่วไปอีกต่อไป ถามว่าเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประชาชน

การที่ ปตท.เป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานตรวจสอบของภาครัฐในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว ยังต้องถูกตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถ้านำ ปตท.ออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ การตรวจสอบจะเหลือแต่เพียงจากภาครัฐเท่านั้น เป็นผลดีกับใคร

การทวงคืน ปตท.มาเป็นของรัฐ 100% เป็นการลดการผูกขาดในธุรกิจพลังงานของไทยหรือไม่

คำถามต่างๆ เหล่านี้เป็นคำถามที่ผู้ออกมาเรียกร้องทวงคืน ปตท.ต้องตอบประชาชนให้กระจ่าง ไม่ใช่ใช้วาทกรรมลอยๆ ปลุกระดมความรู้สึกประชาชนว่าถูกขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ ต้องใช้น้ำมันราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่ได้ให้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

สำหรับผมแล้วเรื่องของการทวงคืน ปตท. หรือเรื่องราคาน้ำมันแพงนั้น ไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปพลังงานที่แท้จริง แต่เป็นแค่เรื่องของนโยบายพลังงานเท่านั้น

สำหรับเรื่องการปฏิรูปพลังงานที่แท้จริงนั้น หมายถึงการปรับโครงสร้างระบบการบริหารจัดการพลังงานในบ้านเราเสียใหม่ โดยต้องกระทำไปบนหลักการสามข้อด้วยกัน คือ

1.ต้องปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านพลังงานภาครัฐให้มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และเพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม

2.ต้องลดการผูกขาดในการดำเนินธุรกิจพลังงานและส่งเสริมให้มีการแข่งขันจากภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น

3.ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร การดำเนินกิจการของผู้ประกอบการด้านพลังงาน รวมทั้งการกำกับดูแลขององค์กรกำกับดูแลและการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม

โดยในข้อแรกนั้นผมได้เคยเสนอไปแล้ว ให้มีการแก้กฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนองค์ประกอบสัดส่วนของกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี 19 คน ให้ลดจำนวนกรรมการที่เป็นนักการเมือง (รัฐมนตรี) ลงเหลือเท่าที่จำเป็น (จาก 13 คน อาจลดเหลือ 78 คน) แล้วไปเพิ่มสัดส่วนกรรมการจากภาคอื่นๆ เข้ามาทดแทน เช่น จากภาคเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน วุฒิสภา และภาคประชาสังคม ฯลฯ

นอกจากนั้นเพื่อความโปร่งใสและลดผลประโยชน์ทับซ้อน ควรหลีกเลี่ยงการแต่งตั้งข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายไปดำรงตำแหน่งในบอร์ดของหน่วยงานที่ดำเนินกิจการด้านพลังงาน แต่ควรให้ข้าราชการที่เกษียณแล้วไปทำหน้าที่แทนจะดีกว่า

หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เพราะต้องลงไปกำกับดูแลเพื่อให้หน่วยงานปฏิบัติตามนโยบายให้เป็นผลสำเร็จ ก็ไม่ควรรับผลตอบแทนใดๆ จากการไปเป็นกรรมการในหน่วยงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเบี้ยประชุม เงินรางวัลหรือเงินโบนัส เพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อันอาจเป็นข้อครหาในการทำหน้าที่ได้

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องข้อมูลที่สร้างความสับสนให้กับประชาชน เพราะข้อมูลชุดเดียวกัน แต่มีผู้เอาไปใช้โดยมีเจตนาต่างกัน และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวเลขการนำเข้า ส่งออกพลังงาน ตัวเลขแหล่งสำรองพลังงาน ปริมาณการผลิตพลังงานของไทย การให้สัมปทานปิโตรเลียมและการแบ่งปันผลประโยชน์ ราคาน้ำมันเปรียบเทียบของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ

ข้อมูลเหล่านี้ควรได้รับการสังคายนาและตรวจสอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากฝ่ายคู่ขัดแย้ง ฝ่ายราชการ ฝ่ายผู้ประกอบการ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายตรวจสอบ และฝ่ายที่เป็นกลางจากภาคประชาสังคม ให้เป็นข้อมูลที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ที่จะใช้เผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้เป็นฐานข้อมูลพื้นฐานอันเดียวกัน

แต่ความเห็นในการปฏิรูปจะแตกต่างกันอย่างไรก็ย่อมแล้วแต่ทัศนะของแต่ละบุคคล แต่ข้อมูลที่ใช้อ้างอิงต้องเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอ้างแหล่งที่มา แล้วเอามาตีความตามความเข้าใจของตนเองอย่างทุกวันนี้

ส่วนการดำเนินการในข้อที่สองนั้น ก็ควรเร่งรัดในเรื่องการเปิดให้มีการใช้ท่อส่งก๊าซของ ปตท.ได้อย่างเสรี จะโดยการแยกออกมาเป็นอีกบริษัทหนึ่ง หรือจะยังคงเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ ปตท.ก็แล้วแต่ แต่จะต้องมีการกำกับดูแลให้บุคคลอื่นสามารถมาใช้ท่อของ ปตท.ได้อย่างเสมอภาคและในราคาที่ยุติธรรมเช่นเดียวกับ ปตท.

ซึ่งกรณีเช่นนี้ก็ต้องนำไปปฏิบัติกับเรื่องสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟฝ.) เช่นเดียวกัน

ส่วนเรื่องธุรกิจการกลั่นที่มีข้อกล่าวหาว่า ปตท.ไปถือหุ้นในโรงกลั่นอื่นๆ มากจนเกินไป จนอาจเป็นการครอบงำตลาดนั้น ผมก็เสนอให้ ปตท.ขายหุ้นในโรงกลั่นที่ตนเองถือในสัดส่วนข้างน้อยและไม่มีอำนาจในการบริหารอยู่แล้วในขณะนี้อย่างน้อยสองแห่งออกไปเสีย จะได้ลดข้อครหานินทาในเรื่องนี้ลงไปได้

ส่วนข้อที่สามนั้น เนื่องจากการปฏิรูปพลังงานจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบและกฎเกณฑ์ ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรกำกับดูแลและตรวจสอบด้วยเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้ยึดหลักการว่าทุกอย่างที่ทำไป ต้องมุ่งไปที่การปรับระบบบริหารจัดการด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่ใช่ไปทำให้ระบบกลายเป็นกลไกราชการที่เทอะทะ ล่าช้า และไม่ทันสมัย

ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอในการปฏิรูปพลังงานไทยทั้งระบบ ซึ่งเป็นการปฏิรูปที่โครงสร้างการบริหารจัดการด้านพลังงาน โดยมีหลักยึดในการปฏิรูป 3 ประการดังได้กล่าวไปแล้ว และถ้าทำสำเร็จ การบริหารกิจการพลังงานของเราก็จะโปร่งใส ลดการผูกขาด และนำไปสู่ราคาพลังงานที่เป็นธรรมสำหรับผู้ใช้ทุกคน

ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำได้ ต้องก้าวข้ามเรื่องทวงคืน ปตท.ไปให้ได้ครับ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท