การส่งผ่านนโยบายการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ (1)
ในวันนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างเลือกใช้นโยบายการเงินหรือที่เรียกว่า Monetary Policy ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับนโยบายการคลังหรือ Fiscal Policy นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือประเทศไทยเองที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยลงจนปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% ต่อปี
ในวันนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างเลือกใช้นโยบายการเงินหรือที่เรียกว่า Monetary Policy ในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับนโยบายการคลังหรือ Fiscal Policy นะครับ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือประเทศไทยเองที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารแห่งประเทศไทยลงจนปัจจุบันอยู่ที่ 2.25% ต่อปี
ผมคิดว่าสาธารณชนน่าจะต้องมาทำความเข้าใจว่ากลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินเป็นอย่างไรนะครับ ทั้งนี้ กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีหลายช่องทางครับ โดยการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาประมาณ 12 ปี นับตั้งแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยจะส่งผลกระทบผ่านระบบการเงินในช่องทางต่างๆ 5 ช่องทาง ได้แก่
(1) ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate channel)
(2) ช่องทางสินเชื่อ (Credit channel)
(3) ช่องทางราคาสินทรัพย์ (Asset price channel)
(4) ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate channel)
(5) ช่องทางการคาดการณ์ (Expectations channel)
การส่งผ่านภายใต้ช่องทางเหล่านี้จะขยายวงกว้างไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ และจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและอัตราเงินเฟ้อในที่สุด
ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate channel) เมื่อธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินปรับตัวลดลงตาม โดยที่หากเราคิดตามทฤษฎี Keynesian ว่าเมื่อราคาสินค้าและบริการที่มีความหนืด (Sticky price) ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) ลดลงไปด้วย
กล่าวคือ อัตราดอกเบี้ยในรูปตัวเงิน (Nominal interest rate) หักด้วยผลของเงินเฟ้อ ปรับลดลงในระยะสั้นก่อนแล้วจึงจะส่งผลถึงอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งของการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยสามารถอธิบายได้จากการบริหารงานของสถาบันการเงิน กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินลดลง สถาบันการเงินจะมีการปรับการบริหารสินทรัพย์ของตนเองใหม่ (Portfolio adjustment) ให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไร และส่งผลให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินให้กู้ลงในที่สุด
จากที่กล่าวมา การปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะส่งผลให้ต้นทุนในการบริโภคและลงทุนต่ำลง และจะส่งผลให้การลงทุนและการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ผลผลิตมวลรวมในประเทศสูงขึ้น แต่ก็จะเป็นแรงกดดันทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวเช่นกัน
กระบวนการส่งผ่านของช่องทางนี้ สามารถอธิบายได้อีกทางหนึ่งจากการคาดการณ์ระดับราคา (Expected price level)
กล่าวคือ ผลของนโยบายที่ผ่อนคลายทำให้การคาดการณ์ระดับราคา และการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ (Expected inflation) สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงลดลงและส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวดังที่กล่าวมาแล้ว
ผลจากช่องทางสินเชื่อ (Credit channel) เมื่อธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในตลาดเงินปรับลดลง ภาระหนี้สินของภาคธุรกิจจะบรรเทาลงตามไปด้วย และส่งผลให้ฐานะการเงินของภาคธุรกิจเข้มแข็งขึ้น
ขณะที่สถาบันการเงินก็ยินดีที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงลดลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถขยายการลงทุนและสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว
ผลจากช่องทางมูลค่าสินทรัพย์ (Asset price channel) เมื่อธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับลดลง ประชาชนจะหันไปออมเงินในรูปแบบอื่นแทนการออมในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยมากขึ้น อาทิ บ้าน ที่ดิน หุ้น เป็นต้น
ความต้องการถือครองสินทรัพย์เหล่านี้ที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ราคาสูงขึ้นด้วย ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีความมั่งคั่ง (Wealth) มากขึ้น และมีส่วนช่วยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ
นอกจากนี้ การที่ราคาหลักทรัพย์ของธุรกิจสูงขึ้น จะทำให้มูลค่าของธุรกิจ (Market value of firm) เพิ่มขึ้นเช่นกันและเพิ่มความคุ้มค่าต่อการขยายการลงทุน
ทั้งนี้ การขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนจะส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศขยายตัวสูงขึ้นในที่สุด
ไว้ฉบับหน้าเรามาดูช่องทางที่เหลือกันนะครับ


