
"เพื่อไทย-ปชป.หนุนเจรจายุติปัญหา"
ความเห็นจากวงเสวนาเรื่อง “โฉมหน้าประเทศไทยเมื่อไร้รัฐสภา” ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย และมูลนิธิตาสว่าง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และนักวิชาการ เห็นตรงกันว่าหนทางที่จะออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้คือ “การเจรจา”
ความเห็นจากวงเสวนาเรื่อง “โฉมหน้าประเทศไทยเมื่อไร้รัฐสภา” ซึ่งจัดขึ้นโดยเครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย และมูลนิธิตาสว่าง เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และนักวิชาการ เห็นตรงกันว่าหนทางที่จะออกจากวิกฤตความขัดแย้งได้คือ “การเจรจา”
อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ข้อเสนอที่คิดว่าเป็นจุดร่วมกันของทุกฝ่ายและเป็นทางออกตามหลักประชาธิปไตยจากวิกฤตขณะนี้ แบ่งออกเป็น 1.ต้องมีการเจรจาระหว่าง กปปส.และรัฐบาล 2.ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมปฏิรูปการเลือกตั้ง และคณะกรรมการร่วมปฏิรูปประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายเป็นผู้เสนอ
3.พรรคการเมืองหลัก คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องปฏิรูปตัวเองครั้งใหญ่ 4.องค์กรอิสระ ทหาร และฝ่ายความมั่นคงต้องมีความเป็นกลางอย่างชัดเจนโดยไม่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งจะนำความน่าเชื่อถือกลับมาตามเจตนารมณ์ทางรัฐธรรมนูญ
“จากการที่ กปปส.ประกาศว่าไม่เจรจาเลยก็ได้ข้อเสนอที่โอนอ่อนมาว่าจะมีการเจรจา สามารถหาข้อเสนอคือตั้งกรรมการร่วม คุยกันอย่างมีเหตุมีผล ครั้งนี้ไม่มีทางที่ฝ่ายเดียวจะชนะได้ การที่หวังว่าจะชนะฝ่ายเดียวได้หรือได้ทีขี่แพะไล่อีกฝ่ายนั้นไม่มีทางจะสำเร็จ
“เพื่อไทยมีสิบกว่าล้าน กปปส.ก็สิบกว่าล้าน นปช.ก็มีมาก แล้วเราจะเอาประชาชนคนเหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน แล้วเอาพื้นที่เหล่านี้ไปอยู่ที่ไหน ขณะนี้เชื่อว่าไม่มีใครต้องการแบ่งแยกดินแดนแน่นอน แต่ถ้าไม่สามารถปลดล็อกตรงนี้ได้ อย่าคิดว่าไม่มีโอกาสแบ่งแยกดินแดน เพราะการแบ่งแยกดินแดนทั่วโลก เช่น ซีเรีย ลิเบีย ซูดาน แม้กระทั่งยูเครน ล้วนเกิดจากจุดเล็กๆ ทั้งนั้น” อลงกรณ์ ระบุ
อำนวย คลังผา ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เชื่อว่า ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการเจรจา 3 ฝ่าย คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ กปปส. โดยก่อนที่จะเจรจาทุกฝ่ายต้องหยุดโจมตีหรือกล่าวหากันทางการเมือง
ทั้งนี้ คิดว่าในอนาคตควรให้นักวิชาการทุกสาขาอาชีพ เสนอนโยบายให้พรรคการเมืองหรือให้รัฐบาลนำไปใช้ ขณะเดียวกันมีการประเมินผลโดยฝ่ายวิชาการและสื่อมวลชนทุกๆ 3 เดือน หากพบว่านโยบายใดไม่ดีก็สามารถปรับปรุงได้ โดยแนวทางนี้สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งคนที่ต้องการประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง และจากคนที่ต้องการเห็นการปฏิรูปประเทศ
“สถานการณ์ความตึงเครียดในขณะนี้ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่และที่รัฐธรรมนูญกำหนด เช่น การประกาศผลการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ และได้ สส.ครบตามจำนวนที่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ และกลายเป็นประเด็นปัญหาตามมาคือการคงอยู่ของรัฐบาลรักษาการ หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จใน 30 วัน ส่วนตัวมองว่าสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นจะแก้ได้ด้วยการเจรจา 3 ฝ่าย” อำนวย ระบุ
จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ประเทศไม่มีสภาในขณะนี้จะทำให้ต่างประเทศมองเหมือนประเทศที่ไม่มีธรรมาภิบาลไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่ตัวรัฐบาลเองก็ดูเหมือนไม่มีอำนาจเช่นเดียวกัน
“เราทำแบบนี้ไม่ได้ยาวๆ เราอาจทำได้แค่ชั่วคราว เหมือนหัวใจไม่ทำงาน แต่ในท้ายที่สุดบายพาสเสร็จก็ต้องใช้ระบบปกติทำงาน เราไม่มีทางสร้างสภาชั่วคราวได้ตลอดชีวิต การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้น้อยมาก การเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นที่ค่อยๆ หายไป การได้มาซึ่งสภาในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปไม่ได้ การได้สภาในช่วงสั้นๆ ก็เกิดขึ้นได้ยาก” จรัส กล่าว
อาจารย์จรัส กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลยังรักษาการต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุดก็ไม่มีทางจบเพราะคนจะไม่ยอม ในทางกลับกัน หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลพ้นสภาพ ฝั่ง กปปส.อาจจะชอบ แต่คนเสื้อแดงซึ่งเป็นมวลชนอีกฝั่งก็จะไม่ยอมด้วยเช่นกัน
ที่สุดแล้วก็จะเกิดการเผชิญหน้ากันต่อไป เพราะฉะนั้นเมื่อเดินในรูปแบบนี้ วิธีที่น่าจะเป็นไปได้ในการลองเดินคือการเจรจา หากทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ก็ควรหยุดทะเลาะกันได้แล้ว แล้วเดินหน้ากันต่อไป สุดท้ายก็เดินไปได้ยาว
นักวิชาการรายนี้ยังเสนอให้ปฏิรูปการเมืองโดยใช้กฎหมายบังคับ มากกว่าจะให้แต่ละพรรคปฏิรูปในแบบที่ตัวเองอยากทำ เพราะจะมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของพรรคยาวไปในอนาคต ทั้งนี้หากระยะยาวไม่ได้มีความตั้งใจปฏิรูปจริง สุดท้ายก็จะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองไม่ได้ในที่สุด







