
กลุ่มสปป.ล้านนายืนยันไม่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน
กลุ่ม สปป.ล้านนา แถลงยืนยันไม่มีแนวคิดแบ่งแยกประเทศ ย้ำชื่อย่อมาจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา ไม่ใช่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา
กลุ่ม สปป.ล้านนา แถลงยืนยันไม่มีแนวคิดแบ่งแยกประเทศ ย้ำชื่อย่อมาจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา ไม่ใช่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา
เมื่อวันที่ 6 มี.ค.นายวันชัย จอมทัน แกนนำกลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา (สปป.ล้านนา) เปิดแถลงข่าวยืนยันว่า ข้อมูลที่มีการเสนอว่า สปป.ล้านนา คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนา รวมทั้งการถูกกล่าวหาว่าต้องการแบ่งแยกประเทศนั้น เป็นข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นการกล่าวหาใส่ร้าย พร้อมนำผ้าโพกศีรษะที่มีข้อความว่า สปป.ล้านนา มาแสดงต่อสื่อมวลชน
นายวันชัย กล่าวว่า ในนามตัวแทน สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา ขอแจ้งให้ทราบว่าสมัชชาฯก่อตั้งขึ้นเมื่อวันี่ 28 ธ.ค.2556 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนแนวทางของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ส่วนกลาง และมีภาระกิจหลัก 3 ประการดังนี้ ปกป้องประชาธิปไตย,ปกป้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง,ต่อต้านเผด็จการ รัฐประหารทุกรูปแบบ
ทั้งนี้ยืนยันว่า สมัชชาฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับป้ายแบ่งแยกดินแดนที่มีผู้นำมาติดไว้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวอาจเป็นเพราะความน้อยใจของคนบางกลุ่มซึ่งต้องการแสดงออก และยืนยันว่า สปป.ล้านนา ย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยล้านนา โดยสมัชชาฯไม่เคยมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด แต่มีเจตนารมณ์และภาระกิจดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ด้านน.ส.พรระวี หิรัญโชติ ตัวแทนของ นายสมชาย ปรีชาศิลปะกุล แกนนำสมัชชาฯ กล่าวว่า สปป.ล้านนา ได้ประกาศเจตนารมณ์ของกลุ่มอย่างชัดเจนในการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอัน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่มุ่งจะขัดขวางการเลือกตั้ง มีความเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอย่าง
น.ส.พรระวี กล่าวอีกว่า อยากถามว่าการเคลื่อนไหวของทาง กปปส.ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยการกระทำ คำพูด คำปราศรัย นับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2556 จนปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนกลับบอกว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เหตุใดทางเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกรงกลัวต่อแผ่นโปสเตอร์จึงไม่ตระหนักถึงการกระทำที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่าต้องการล้มล้างอำนาจบริหารหรือรัฐบาล ความมั่นคงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมและประเทศจะบังเกิดขึ้น ไม่เพียงกติการัฐธารรมนูญและกฏหมายที่มีความชอบธรรมเท่านั้น หากการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องดำเนินไปอย่างเป็นกลาง เป็นธรรม ไม่เลือกปฎิบัติกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่จะยืนยันถึงการกระทำในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการ ปฏิบัติในความเป็นจริง มิใช่เพียงคำพูดที่ไม่สอดคล้องกับการกระทำแต่อย่างใด







