
เดินหน้าขยายสิทธิประกันสังคม
ถ้าจะดึงดันยืนยันที่จะโอนความรับผิดชอบไปประกันสังคม จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าประชาชนและประเทศชาติได้จะได้ประโยชน์
ถ้าจะดึงดันยืนยันที่จะโอนความรับผิดชอบไปประกันสังคม จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าประชาชนและประเทศชาติได้จะได้ประโยชน์
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกประกันสังคม รวมถึงบรรดาลูกจ้างที่เป็นมนุษย์กินเงินเดือนทั้งหลายที่ต้องจ่ายเงินสมทบเดือนละ 400-750 บาท ให้กับสำนักงานประกันสังคมในเรื่องการโอนสิทธิครอบครัวผู้ประกันตน จากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปอยู่ในระบบประกันสังคม เพราะวิตกกังวลในเรื่องคุณภาพการรักษาพยาบาล และปัญหากองทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
แต่ในการประชุม ครม. รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็มีมติยืนยันมติเดิมที่ประกาศไว้ว่า จะมีการขยายสิทธิผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม นอกจากผู้ใช้แรงงานแล้วก็จะขยายไปถึงคู่สมรสและบุตรด้วย ซึ่งเป็นขั้นตอนการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา
นั่นหมายถึงว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์จะเดินหน้าแก้กฎหมายประกันสังคม เพื่อให้มีอำนาจในการรับดูแลคู่ครองและบุตรของสมาชิกประกันสังคม ซึ่งจากการรวบรวมตัวเลขในเบื้องต้นมีอยู่ 5.8 ล้านคนเข้าไปอยู่ใต้ชายคาด้วย
แน่นอนว่า เมื่อรับครอบครัวของผู้ประกันตนที่เปลี่ยนจากสิทธิจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปอยู่ในระบบประกันสังคมคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิเพิ่มเติม นอกจากการรักษาพยาบาล
กล่าวคือ ครอบคลุมไปถึงทุพพลภาพ และเสียชีวิตด้วย
หากพิเคราะห์เจาะลึกลงไปในการปฏิบัติแล้วจะมองเห็นปัญหาในการปฏิบัติมากมายที่จะเกิดขึ้นและเป็นปัญหาที่บรรดามนุษย์เงินเดือน ลูกจ้างทั้งหลายจะต้องตระหนัก
ประเด็นแรก หากรัฐบาลมีนโยบายให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) รับผิดชอบการบริหารจัดการด้านสุขภาพในกลุ่มครอบครัวและบุตร หมายถึงว่าจะต้องโอนงบเหมาจ่ายรายหัวของคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สปสช. ออกไปให้ประกันสังคมด้วย
สปสช.งัดสูตรออกมาแล้วว่า จากการคำนวณค่าใช้จ่ายโดยประมาณการทางคณิตศาสตร์การประกัน ปรับน้ำหนักตามรายอายุ และเฉลี่ยทุกกลุ่มอายุหลักหักเงินเดือนได้ 700-800 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ สปสช.จะโอนไปยัง สปส.
แค่ประเด็นนี้ก็ตีกันตาย เพราะรัฐบาลมอบเงินเหมาจ่ายรายหัวให้กลุ่มคนที่อยู่ในบัญชี สปสช. คนละ 2,546 บาทต่อหัวต่อคน
ถ้าจะมาโอนให้แค่หัวละ 700-800 บาท อาจจะน้อยไป และทำให้เงินกองทุนประกันสังคมที่บรรดาสมาชิกประกันสังคมสะสมร่วมกับนายจ้างเพื่อที่จะได้มีหลักประกันในยามชราภาพด้วยนั้น เหือดหายไปกับจำนวนของผู้ที่จะเข้ารักษาพยาบาลด้วย
ขณะที่ปัจจุบันนั้นลำพังแค่จ่ายค่าเหมาจ่ายให้สถานพยาบาลเพื่อดูแลรักษาสมาชิกประกันสังคมที่มีอยู่ร่วม 9 ล้านคนนั้น สมาชิกก็ผวากันอยู่ว่าพอถึงจุดหนึ่งประมาณปี 2565-2570 เป็นต้นไป เงินที่มีอยู่จะไม่พอจ่ายคืนให้สมาชิกในยามแก่เฒ่า
เรื่องราวทางนโยบายในการโอนสิทธิการรักษาพยาบาลของรัฐบาลอภิสิทธิ์ จาก “รักษาฟรีทุกโรค” มาเป็นการมอบให้ประกันสังคมรับผิดชอบนั้นต้องสแกนกันอย่างลึกซึ้ง
เพราะต้องไม่ลืมว่า สถานพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคมกว่า 50% เป็นเอกชน ซึ่งมีอยู่จำกัด ไม่กระจัดกระจายเหมือน สปสช. ที่มีโรงพยาบาลตามสิทธิทั่วประเทศ
ส่งผลให้การใช้บริการย่อมไม่สะดวกสบาย เกิดการขลุกขลักได้
ที่สำคัญสิทธิของ สปสช. ก็ยังมากกว่าประกันสังคมอยู่จำนวนมาก ยกตัวอย่าง การผ่าตัดหัวใจ เดิมจะมีจำนวนจำกัด แต่ปัจจุบัน สปสช. ขยายโดยเปิดศูนย์ผ่าตัดหัวใจในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น
นโยบายเช่นนี้จึงส่งผลกระทบวงกว้างแน่นอน โดยเฉพาะผู้รับบริการโดยตรง
ขณะเดียวกันการโอนคนออกมาถึง 5.8 ล้านคนเข้ามาอยู่ในการดูแลประกันสังคมนั้น ก็จะมีกลุ่มสถานพยาบาลจำนวนมากโดยเฉพาะสถานพยาบาลเอกชนก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ จากการ “เหมาจ่ายรายหัว”
ไม่แน่ความรีบร้อนของรัฐบาล ทำให้เป็นการโซ่ตรวนพันคอรัฐบาลเอง หากรัฐบาลยังปิดหูปิดตา เดินหน้าขยายสิทธิผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมไปยังคู่สมรสและบุตร 5.88 ล้านคน ออกจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไปยังระบบประกันสังคม
เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณของ สปสช.แล้ว ยังต้องคำนึงประโยชน์ของประชาชนและสังคมที่ได้ด้วยว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง และท้ายสุดใครกันแน่ที่จะได้ผลประโยชน์
เนื่องจากในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากมีส่วนแบ่งของรายได้ในเครือข่ายประกันสังคมมากกว่าโรงพยาบาลของรัฐ
ผลประโยชน์เม็ดเงินมหาศาลจากค่าเหมาหัวรักษาพยาบาลแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 2-2.5 หมื่นล้านบาท จะเข้ากระเป๋าเอกชนถึง 53%
นอกจากนี้ ปัญหาว่าด้วยประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลก็อาจกลายเป็นเชือกรัดคอรัฐบาล หากประชาชนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าเขาเสียสิทธิจากการออกกฎหมายของรัฐ
เพราะรัฐบาลและสมาชิกประกันสังคมต่างรับรู้กันอยู่เต็มอกว่า การรักษาพยาบาลของประกันสังคมนั้นด้อยกว่า สปสช.ทุกประตู และมีการจ่ายแพงเกินจริง
ดังนั้น การโอนสิทธิการรักษาพยาบาลเกี่ยวกับสุขภาพมาให้ประกันสังคมมาบริหารจัดการต้องอยู่บนพื้นฐานหลักการที่ว่าทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตน ต่อครอบครัว และเป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติอย่างแท้จริง
แต่การที่จะเอาเงินเท่ากับระบบเหมาหัวของ สปสช. แต่จะให้สิทธิการบริการรักษาพยาบาลตามระบบประกันสังคม นั้นย่อมหมายความว่าทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพลดลง
เหตุผลที่บอกว่าประกันสังคมให้บริการที่คุณภาพต่ำกว่า เพราะประกันสังคมให้บริการเฉพาะการรักษาไม่ได้ครอบคลุมการส่งเสริมป้องกันโรค
ระบบเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลนั้น ให้บริการสำหรับการเจ็บป่วยนอกงานเท่านั้น
ถ้าเจ็บป่วยในงานจะไปใช้เงินกองทุนอีกกองทุนหนึ่งเรียกว่ากองทุนทดแทน
เพราะฉะนั้นถ้าโอนคู่สมรสและบุตรไปจะต้องไปเปลี่ยนสัญญากับโรงพยาบาลคู่สัญญาของประกันสังคม เพราะเงื่อนไขแตกต่างกัน
การเจ็บป่วยของคู่สมรสและบุตรจะต้องครอบคลุมทุกอย่าง
แต่เงินค่าเหมาหัวของ สปสช. ได้การครอบคลุมทั้งการบริการทันตกรรมและการคลอดบุตร
แต่การจ่ายเงินค่าเหมาหัวให้โรงพยาบาลของประกันสังคมนั้นไม่ได้ครอบคลุมการทำคลอดและทันตกรรม
นอกจากนี้ เงินที่ สปสช.เหมาจ่ายให้กับ 2,400 โรงพยาบาลนั้น ยังครอบคลุมเรื่องของระบบรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือบริการทางการแพทย์เคลื่อนที่ แต่ สปส.ไม่มีการให้บริการรถฉุกเฉิน
จะเห็นได้ว่าการโอนย้ายคู่สมรสและบุตรผู้ประกันตนมาระบบประกันสังคม ผลประโยชน์จะไปตกที่โรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน มากกว่าที่จะตกกับผู้ประกันตนหรือคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน จะได้รับการดูแลทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพการรักษาพยาบาลน้อยกว่าเดิมหรือเลวกว่าเดิม
ถ้าจะดึงดันยืนยันที่จะโอนความรับผิดชอบไปประกันสังคม จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าประชาชนและประเทศชาติได้จะได้ประโยชน์







