posttoday
ฟุกุชิมมรำลึก

ฟุกุชิมมรำลึก

06 มีนาคม 2557

อีกไม่กี่วันจะครบรอบ 3 ปีของวันมหาวิปโยคของญี่ปุ่น

อีกไม่กี่วันจะครบรอบ 3 ปีของวันมหาวิปโยคของญี่ปุ่น

11 มี.ค. 2011 เป็นวันที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น วัดได้ 9 ริกเตอร์ อีกไม่ถึง 1 ชั่วโมงต่อมา ชายฝั่งตะวันออกของเกาะฮอนชู เหนือกรุงโตเกียวขึ้นไปร้อยกว่ากิโลเมตร ก็ถูกคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มราบเรียบเป็นหน้ากลอง จุดที่สูงที่สุดของคลื่นวัดได้ถึง 40 เมตร และขึ้นบกลึกที่สุดถึง 10 กิโลเมตร มีคนตายเกือบ 2 หมื่นคน

วันต่อมาเกิดอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมาระเบิด และหลังจากนั้นก็ระเบิดเป็นระยะๆ ต่อเนื่องไปอีก 3 วัน กัมมันตรังสีฟุ้งกระจายออกไปทุกทิศทาง

ผ่านมา 3 ปี รอยแผลที่เกิดจากแผ่นดินไหวได้เลือนรางไปมากแล้ว ส่วนรอยแผลเป็นจากสึนามิยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไป คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะลบเลือนไปหมด

แต่ที่เลวร้ายกว่าคืออุบัติเหตุนิวเคลียร์ เพราะมันไม่เป็นเพียงรอยแผลเป็น แต่เป็นแผลพุพองที่ 3 ปีแล้วยังอักเสบเรื้อรังไม่ยอมหาย และคาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3040 ปี กว่าแผลจะปิดสนิท

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหลังเกิดอุบัติเหตุแม้จะหยุดผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว แต่ปฏิกิริยาลูกโซ่ของนิวเคลียร์ไม่ได้หยุดสนิทตามไปด้วย ยังปล่อยพลังงานและกัมมันตรังสีออกมาอย่างต่อเนื่อง ถึงจะไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ก็มากพอที่จะทำให้สรรพสิ่งรอบตัวหลอมละลาย หากระบายความร้อนไม่ทัน

ด้วยเหตุนี้ แท่งเชื้อเพลิงนับพันแท่งหลังจากหยุดเดินเครื่อง ยังต้องถูกเก็บไว้ในบ่อน้ำขนาดใหญ่สำหรับระบายความร้อน โดยน้ำในบ่อจะต้องถูกเปลี่ยนถ่ายออกตลอดเวลาในอัตราวันละประมาณ 400 ตัน ซึ่งน้ำเหล่านี้เป็นน้ำเปื้อนรังสี ไม่สามารถปล่อยลงทะเล แต่ต้องมีการสร้างแท็งก์หรือถังขนาดใหญ่ขึ้นมากักเก็บ

ผ่านมา 3 ปี มีน้ำเปื้อนรังสีที่กักเก็บไว้แล้ว 2.8 แสนตัน จำนวนแท็งก์แทบจะนับไม่ถ้วน และยังต้องสร้างเพิ่มตลอดเวลา รอยซึมรอยรั่วมีมากมาย อุดกันไม่หวาดไม่ไหว ที่หาไม่เจอก็มาก

ล่าสุด ประมาณว่ามีน้ำเปื้อนรังสีรั่วซึมลงแหล่งน้ำใต้ดินและลงทะเลถึงวันละ 300 ตัน

บางครั้งเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น เช่นเมื่อ 23 สัปดาห์ก่อน มีน้ำเปื้อนรังสีประมาณ 100 ตัน ไหลล้นนองไปทั่ว สาเหตุเกิดจากวาล์วตัวหนึ่งที่ควรจะปิด แต่ถูกลืมปิด

พอเกิดเรื่องทุกคนก็ชี้นิ้วไปที่บริษัทการไฟฟ้าโตเกียว หรือเทปโก ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า แต่ที่ผมเขียนเรื่องนี้ในวันนี้ ก็เพื่อจะบอกทุกคนว่า ปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่าตัวเทปโกเองมาก และเป็นปัญหาของทั้งระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญมีดังนี้

หนึ่ง อุบัติเหตุนิวเคลียร์และปัญหาต่างๆ ที่เกิดตามมาไม่มีรูปแบบที่แน่นอน และไม่มีเขียนไว้ในคู่มือหรือตำราว่าจะต้องแก้ไขหรือปฏิบัติอย่างไร ต่างจากอุบัติเหตุอื่นๆ เช่น รถยนต์ชนกัน ซึ่งมีตัวอย่างและมีการทดลองชนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ถูกส่งเข้าไปต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ในชีวิตไม่เคยพบเห็นมาก่อน บางครั้งต้องตัดสินใจลองผิดลองถูก บ่อยครั้งไม่ทราบล่วงหน้าว่าสิ่งที่ทำไปจะเกิดผลกระทบอย่างไร

ผมไม่เชื่อว่าทีมแก้ปัญหาของญี่ปุ่นจะด้อยประสิทธิภาพกว่าทีมของฝรั่งเศสหรือสหรัฐ แม้ว่าทั้งสองชาติที่กล่าวถึงจะเป็นผู้ขายเทคโนโลยีรายใหญ่ ในทางตรงข้าม หากเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันเกิดกับประเทศอย่างจีน เวียดนาม หรือไทย ปัญหาอาจบานปลายและสถานการณ์อาจเลวร้ายกว่าที่ญี่ปุ่นเป็นอันมาก

ในการจัดการกับน้ำเปื้อนรังสีที่รั่วซึมออกไปภายนอก ที่ผ่านมามีการทดลองสร้างกำแพงเคมีขึ้นมากั้น แต่ไม่เป็นผลเท่าที่ควร

แนวคิดล่าสุด คือ การสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาแทน ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะสำเร็จหรือไม่เช่นกัน

สอง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกโรงมีจุดอ่อน หลังเกิดอุบัติเหตุที่ฟูกุชิมา มีการขุดคุ้ยประวัติของโครงการและนำคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญในอดีตออกมาเปิดเผย เช่น โรงไฟฟ้านี้ไม่สามารถรับมือแผ่นดินไหวและสึนามิขนาดใหญ่ และห้องปั่นไฟสำรองอยู่ชั้นล่างของโรงงาน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม

มีการลดความเสี่ยงด้วยการสร้างกำแพงกันคลื่นสึนามิสูง 10 เมตร แต่บังเอิญคลื่นที่ถล่มฟูกุชิมาครั้งนี้สูง 14 เมตร จึงข้ามกำแพงเข้าไปท่วมห้องปั่นไฟสำรองอย่างง่ายดาย

ประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็น คือ หากความเสี่ยงดังกล่าวถูกประเมินว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับไม่ได้ ทั้งรัฐบาลญี่ปุ่นและองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ก็คงสั่งการและเรียกร้องให้มีการป้องกันแก้ไขเพิ่มเติม

มีคำถามตามมาอีกว่า เหตุใดเรื่องแบบนี้จึงไม่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนเกิดอุบัติเหตุ

ผมสรุปได้อย่างเดียวว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกโรงต่างมีจุดอ่อนด้วยกันเกือบจะทั้งสิ้น คนที่มองเห็นจุดอ่อนก็คือผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้เป็นผู้ออกแบบหรือผู้ก่อสร้าง เมื่อมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบระหว่างก่อสร้างหรือในภายหลัง ก็จะบอกได้ว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้างที่สามารถลดลงได้อีก

แต่มองจากมุมมองของเจ้าของหรือผู้ลงทุน หากจะลดความเสี่ยงทุกกรณีที่ถูกชี้ออกมาให้เป็นศูนย์จริงๆ ต้นทุนก็อาจจะสูงเกินความเป็นไปได้ของโครงการ ตลอดจนเงินทุนที่ลงไปแล้วก็อาจจะสูญเปล่า

สาม ไอเออีเอเป็นตัวปัญหาเสียเอง ประเทศที่มีบทบาทและอิทธิพลในไอเออีเอ ก็คือประเทศที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือประเทศที่ขายเทคโนโลยีและประเทศที่ลงทุนไปในปริมาณมากนั่นเอง หากไม่มีปัญหาก็แล้วไป แต่ถ้าพบปัญหาก็อาจจะถูกความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปาก

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักจะได้ยินแต่ไอเออีเอพูดในด้านดี ยืนยันประโยชน์และความปลอดภัยของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

จุดอ่อนและความเสี่ยงต่างๆ มักจะไม่ถูกเปิดเผยออกมา ยกเว้นกรณีที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือกรณีที่อุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าไอเออีเอจงใจปิดบังข้อมูล เพียงแต่ความเสี่ยงส่วนใหญ่อาจถูกจัดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งอาจมีการประเมินว่าการเปิดเผยบางเรื่องอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เช่น ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เป็นต้น

ข้อสุดท้าย อาจกล่าวได้ว่าในความเป็นจริง ความจำเป็นที่โลกนี้จะต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อความอยู่รอดได้หมดลงแล้วอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์พลังงานโลกในวันนี้ดีกว่าเมื่อ 3 ปีก่อน อย่างมิอาจเปรียบเทียบกันได้ ทั้งแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่เพิ่งค้นพบ และต้นทุนในการผลิตพลังงานทดแทนที่ต่ำลงอย่างรวดเร็ว

แต่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ก็คงไม่ยอมแพ้ และคงไม่ยอมล่าถอยไปง่ายๆ เพราะผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องมันมากมายมหาศาล หากยอมหยุดหรือยอมเลิก ก็อาจหมายถึงการขาดทุนหรือทุนรอนที่ลงไปแล้วสูญเปล่า แต่ถ้าต่อสู้ต่อไปก็ยังมีทางรอด หรืออาจจะยังทำกำไรได้

จะเห็นว่ายังมีบางประเทศที่ประกาศจะเดินหน้าโครงการที่วางแผนไว้แล้ว รวมทั้งในบางกรณีมีการบอกว่าจะเริ่มโครงการใหม่ด้วย

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือ จะทำอย่างไรกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปและโรงไฟฟ้าเหล่านี้เก่าลง เพราะผู้ลงทุนและผู้ประกอบการย่อมต้องเกิดความเสียดาย และพยายามยื้อและยืดอายุการใช้งานออกไป โดยประเมินเข้าข้างตัวเองว่าความเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ผมได้แต่ตั้งความหวังสำหรับประเทศไทยของเราว่า นอกจากเราจะเลิกล้มความคิดที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเด็ดขาดแล้ว เราจะสามารถห้ามประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้มาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจากพรมแดนของเรา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท