
เศรษฐกิจสลบงบลงทุนไม่เดิน เงินไม่หมุน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภาเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะมืดมนทันที เพราะนอกจากปัญหาการเมืองกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลรักษาการยังเหมือนคนไร้แขนไร้ขาที่จะบริหารประเทศและเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะกฎหมายได้กำหนดห้ามไม่ให้รัฐบาลทำเรื่องใหม่ที่ผูกพันรัฐบาลใหม่
เศรษฐกิจไทยจึงไร้ที่พึ่ง เพราะเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจดับหมด ทั้งการบริโภคเกิดการชะงักอย่างรุนแรง การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจากทั้งการบริโภคภายในประเทศและการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ ทำให้เม็ดเงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมีปัญหา
ด้านการลงทุนก็ชะลอ เพราะไม่มั่นใจการเมือง ทำให้ไม่มีเงินก้อนใหญ่ไหลเข้าระบบ ทำให้เศรษฐกิจขาดเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น
ขณะที่การส่งออกที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมาตลอด ก็เกิดอาการขยายตัวได้ต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก จากปัญหาเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหายจากระบบเศรษฐกิจไปอีกหลายแสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยจึงตกอยู่ในอาการโคม่า
ภาวะดังกล่าวมีปัญหาตั้งแต่ปี 2556 ส่งผลให้การขยายตัวได้เพียง 2.9% ต่อปี จากที่ประมาณการไว้ 45% ต่อปี และยังไม่มีวี่แววจะดีขึ้นจากปัญหาการเมืองที่ไม่มีทางออกและไม่รู้อนาคตว่าประเทศจะได้รัฐบาลใหม่มาบริหารฟื้นฟูประเทศเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้เร่งการเบิกจ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากปากเหวมาตลอด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหลังจากที่รัฐบาลมีการยุบสภา ส่งผลกระทบกับการเบิกจ่ายงบลงทุนก้อนใหญ่ๆ ทุกตัวมีปัญหา
การประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 เดิม กระทรวงการคลังประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% ต่อปี แต่พอรัฐบาลยุบสภาการเบิกจ่ายเงินลงทุนจาก พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้านบาท ทำไม่ได้ เพราะต้องทำประชาพิจารณ์ใหม่ ขณะที่เงินลงทุนจาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท ก็มีการโยกไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว เพราะรัฐบาลรักษาการประเมินว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ไม่ชอบ
ส่งผลให้กระทรวงการคลังปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.1% ต่อปีทันที เพราะไม่มีเงินลงทุนหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเดิมกระทรวงการคลังคาดหวังเม็ดเงินลงทุนจาก พ.ร.ก. และ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะเป็นพระเอกของเศรษฐกิจในปีนี้ แต่เมื่อไม่เป็นตามคาดทำให้เศรษฐกิจร่วงลงแรงทันที
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังก็ยังเดินหน้าเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในงบประมาณปี 2557 และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพยุงให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการไปอีก เพราะหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไม่สำเร็จ คลังก็ได้ประมาณการว่าเศรษฐกิจปีนี้จะต่ำกว่า 3% ต่อปี ขณะที่บางสำนักพยากรณ์ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะแย่ถึงขั้นติดลบก็เป็นไปได้
ดังนั้น ภายใต้รัฐบาลรักษาการ การเบิกจ่ายงบลงทุนจึงเป็นตัวช่วยเดียวที่จะพยุงให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถอยหลังเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ผลการเบิกจ่ายงบประมาณล่าสุดก็ยังอยู่ในอาการไม่ดี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 ไม่สามารถทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ คือ เบิกจ่ายงบรวม 95% และงบลงทุน 82% เนื่องจากมีปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนไม่ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะงบลงทุนโครงการที่มูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีวงเงินรวมกันถึง 1.3 แสนล้านบาท ไม่สามารถเบิกจ่ายได้เลย เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงลงนาม ทั้งที่ในหลักการถือว่าทำได้ เพราะเป็นงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติก่อนมีการยุบสภา
แม้ว่างบลงทุนรายจ่ายปี 2557 มีจำนวน 4.28 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายได้ 1.35 แสนล้านบาท คิดเป็น 31.54% สูงกว่าเป้าหมาย 5.16% เพราะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของกระทรวงมหาดไทยสูงถึง 1 แสนล้านบาท ทำให้ยอดการเบิกจ่ายงบลงทุนสูง เพราะเป็นการเบิกครั้งเดียวทั้งก้อน 1 แสนล้านบาท เพื่อไปกระจายทั่วประเทศ จึงไม่ได้หมายความว่าเงินลงทุนดังกล่าวจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ทันที เพราะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างในระดับท้องถิ่นที่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ปัญหาสำคัญงบลงทุนปี 2557 ที่เหลืออีกประมาณ 3 แสนล้านบาท ไม่สามารถเบิกจ่ายได้แน่นอนจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา 1.3 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 1.7 แสนล้านบาท ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการเบิกจ่าย ซึ่งต้องยอมรับว่าล่าช้าเพราะปัญหาทางการเมือง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ งบลงทุนของกระทรวงคมนาคม ที่มีงบลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แต่มีการเบิกจ่ายได้ 8.74% เท่านั้น ซึ่งทุกกระทรวงกรมกองเบิกงบลงทุนได้ต่ำกว่าเป้าทั้งนั้น ยกเว้นกระทรวงมหาดไทย เพราะมีการเบิกจ่ายงบลงทุนของ อปท. จำนวน 1 แสนล้านบาท
ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนเหลื่อมปีนั้น มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 1.12 แสนล้านบาท จากวงเงินที่ตั้งไว้ 3.01 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือก็มีแนวโน้มเบิกจ่ายไม่ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ในส่วนของการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 46 แห่ง ล่าสุด วันที่ 19 ก.พ. 2557 วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 3.31 แสนล้านบาท สามารถเบิกจ่ายได้จริง 2.28 หมื่นล้านบาท หรือ 6.9% ในจำนวนนี้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท เป็นวงเงิน 3.26 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 2.25 หมื่นล้านบาท หรือ 6.9%
ทั้งนี้ หากแยกเป็นรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีปฏิทินจำนวน 8 แห่ง มีงบลงทุน 1.89 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 8,238 ล้านบาท หรือ 4.3% ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่เบิกงบลงทุนตามปีงบประมาณ 13 แห่ง มีงบลงทุน 1.37 แสนล้านบาท เบิกจ่ายได้ 1.42 หมื่นล้านบาท หรือ 10.4%
ปัญหาการเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2557 งบลงทุนเหลื่อมปี และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีทางได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ส่งผลให้เงินที่คาดว่าจะไหลเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหายไปอีกหลายแสนล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนคนไข้ขาดเลือด อาการยิ่งนับวันยิ่งแย่ลง ทำให้การขยายตัวจะต่ำกว่าที่คิดไว้ลงไปอีกมาก
ยิ่งมีประเด็นปัญหาการเมืองเข้ามากระทบ ทั้งสภาพของรัฐบาลรักษาการยังมีอยู่หรือไม่ยิ่งทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุน หรืองบประมาณต่างๆ อยู่ในภาวะนิ่งสนิทขึ้นไปอีก เพราะข้าราชการไม่ต้องการเสี่ยงทำผิดกฎหมายจึงเตะเรื่องซื้อเวลาไปให้นานที่สุด
นอกจากนี้ รัฐบาลรักษาการที่กินเวลานานจนทำให้การทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้า จะทำให้เม็ดเงินลงทุน 3-4 แสนล้านบาท หายไปจากระบบเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าอีก เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถทำงบประมาณได้ ซึ่งตามกำหนดของการทำงบประมาณปี 2558 จะต้องมีการกำหนดกรอบวงเงินและให้หน่วยงานต่างๆ เสนอแผนการลงทุนเพื่อให้สำนักงบประมาณเห็นชอบ แต่ภาวะที่ไม่ปกติทำให้ทุกอย่างไม่เป็นตามกำหนด
ปัญหางบลงทุนค้างท่อ เงินไม่หมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจึงเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ยิ่งมาเกิดพร้อมกับเงินบริโภค เงินลงทุน รายได้จากการส่งออกและจากการท่องเที่ยวหายไปจากระบบพร้อมกันในเวลาเดียวอย่างนี้ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมดแรง และเครื่องดับหัวทิ่มลงเหวในไม่ช้า







