
ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความกปปส.ชุมนุมไม่สงบ
ธาริต เผย ศรส.ยื่นศาลรธน.ตีความ กปปส.ชุมนุมไม่สงบขัดม. 68 พร้อมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่ง 6 มี.ค. ย้ำไม่คิดฟ้องเอาเรื่อง แกนนำ กปปส.บุกบ้าน
ธาริต เผย ศรส.ยื่นศาลรธน.ตีความ กปปส.ชุมนุมไม่สงบขัดม. 68 พร้อมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่ง 6 มี.ค. ย้ำไม่คิดฟ้องเอาเรื่อง แกนนำ กปปส.บุกบ้าน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. เปิดเผยว่าบ่ายวันนี้ 5 มี.ค.นี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการ รมว.แรงงานในฐานะ ผู้อำนวยการ ศรส.ได้ลงนามคำร้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อขอให้วินิจฉัยว่า การชุมนุมของ กปปส.เป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในเรื่องนี้เคยมีผู้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลายครั้งแล้ว แต่ ศรส.เห็นว่าการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะการกระทำผิดต่าง ๆ ของแกนนำ กปปส. อย่างต่อเนื่องและต่างกรรมต่างวาระ ตลอดจนพยานหลักฐานต่าง ๆ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเดือดร้อนของประชาชน ที่จะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต้องครบถ้วนสมบูรณ์
คำร้องที่ยื่นในวันนี้จึงมีรายละเอียดดังกล่าวอย่างครบถ้วนถึง 89 แฟ้ม (แฟ้มละประมาณ 300 หน้า) โดยการยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นผู้ยื่นทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้อำนวยการ ศรส.และในวันพรุ่งนี้ 6 มี.ค. ทาง ศรส.จะยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งที่ออกข้อกำหนด 9 ข้อ ต่อไปด้วย
"ขอยืนยันว่าการรักษาความปลอดภัยที่บ้านโดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบที่มีอาวุธครบมือ เป็นเพื่อการักษาความปลอดภัยตนเองในฐานะกรรมการ ศรส.และในทางการข่าวทราบว่าตกเป็นเป้าหมายอาจถูกทำร้าย และจะไม่ดำเนินการใดๆเพื่อเอาผิดต่อแกนนำ กปปส.ที่ไปบุกบ้านพักย่านเมืองเอก ถ.วิภาวดี - รังสิต เมื่อวานนี้ 4 มี.ค." นายธาริต กล่าว
ทั้งนี้ ศรส.ยืนยันว่าเป็นองค์กรพิเศษที่จัดตั้งตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ โดย ศรส.ไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้งกับกลุ่มใด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่มคัดค้าน กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่น แต่ ศรส.มีหน้าที่รักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย และบังคับใช้กฎหมายเพื่อนำความสงบสุขกลับสู่สังคมโดยเร็ว แต่เนื่องจากศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาสั่งห้าม ศรส.ดำเนินการในเรื่องที่เป็นภารกิจหลักอันสำคัญถึง 9 ข้อ ศรส.จึงอยู่ในสภาพขาดเครื่องมือตามกฎหมายที่จะดำเนินการในมาตรการสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเหตุร้ายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวันอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว ศรส.ก็ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่เท่าที่พอจะทำได้ เช่น การแจ้งเตือนประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่น ๆ ทุกกลุ่ม การพยายามเจรจาให้มีการเปิดพื้นที่สี่แยกและถนนสาธารณะจากผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม การดูแลและป้องกันสถานที่ราชการที่ถูกกลุ่ม กปปส.เข้าปิดล้อมให้สามารถเปิดบริการประชาชนตามปกติให้จงได้ และการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดในทุก ๆ ฐานความผิดที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา อันส่งผลเสียหายจนไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามกำหนดวันที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ เพื่อเป็นการป้องปรามการกระทำผิดมิให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตที่จะมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นอีก
ทั้งนี้ ศรส.ได้รับรายงานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ว่า ได้รับคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ดังนี้
คดีขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 190 คดี แยกเป็นคดีที่ กปปส.ในกรุงเทพมหานครกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 51 คดี และคดีที่ กปปส.ในต่างจังหวัดกระทำการขัดขวางการเลือกตั้ง 139 คดี และคดีที่เจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 174 คดี แยกเป็นคดีที่เกิดในกรุงเทพมหานคร จำนวน 63 คดี และคดีที่เกิดในต่างจังหวัดจำนวน 111 คดี รวมคดีที่เกี่ยวกับการกระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งทั้งสิ้น 364 คดี โดยศาลได้ออกหมายจับให้ รวมทั้งสิ้น 163 คน ได้ตัวมาสอบสวนแล้ว 66 คน ทั้งนี้เฉพาะเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งไม่จัดการเลือกตั้งมีจำนวนถึง 1,451 คน ซึ่งโทษที่เกี่ยวข้องกับการขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ รวมถึงการตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง







