
โพลนิด้าเผยคนกังวลแยกดินแดน-สงครามกลางเมือง
โพลนิด้าเผยประชาชนกังวลแบ่งแยกดินแดน-สงครามกลางเมือง แต่เชื่อเป็นไปไม่ได้เพราะขัดกฎหมายทุกฝ่ายไม่มีใครยอม
โพลนิด้าเผยประชาชนกังวลแบ่งแยกดินแดน-สงครามกลางเมือง แต่เชื่อเป็นไปไม่ได้เพราะขัดกฎหมายทุกฝ่ายไม่มีใครยอม
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การแบ่งแยกดินแดน และ สงครามกลางเมือง” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 – 4 มี.ค.จากประชาชน ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง
จากผลการสำรวจ ความคิดเห็นเกี่ยวกับความกังวลใจเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 22.16 ระบุว่า กังวลใจมาก ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ค่อนข้างกังวลใจ ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวลใจ ร้อยละ 42.72 ระบุว่า ไม่กังวลใจ และร้อยละ 1.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ทั้งนี้สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่ากังวลใจมากและค่อนข้างกังวลใจเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนนั้นให้เหตุผลว่าหากมีการสร้างข่าวลือ และ มีผู้หลงเชื่อในข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เกิดความสับสนและไข้วเขว อาจเกิดการรวมตัวและต้องการแบ่งแยกดินแดนจริงๆ
สำหรับผู้ที่ระบุว่าไม่ค่อยกังวลใจและไม่กังวลใจเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน ให้เหตุผลว่าเป็นแค่แนวคิดของคนบางกลุ่ม และเป็นเพียงการสร้างข่าวเพื่อสร้างความแตกแยก การแบ่งแยกดินแดนมีความเป็นไปได้ยากและไม่สามารถทำได้เลย หากมีการแบ่งแยกจริง หน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะต้องออกมาปกป้องและมิให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้เกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.84 ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ ผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่สามารถทำได้ เป็นเพียงแค่กระแสข่าวที่ต้องการสร้างความแตกแยกของคนในชาติ เพราะกว่าจะเป็นสยามประเทศต้องสูญเสียบรรพบุรุษมาหลายรุ่น หากแบ่งแยกไปแล้ว ขวานทองก็จะไม่เป็นขวานทองอีกต่อไป ประชาชนทั้งประเทศและทุกฝ่ายคงไม่ยอมให้แบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน
ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 7.84 ระบุว่า เป็นไปได้ เพราะ มีความคิดของคนกลุ่มนี้อยู่จริง และมีกลุ่มที่ต้องการสร้างความแตกแยกให้กับคนไทยด้วยกัน รวมทั้งเคยมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย และร้อยละ 4.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
เมื่อถามถึงความกังวลใจเกี่ยวกับการเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.56 ระบุว่า กังวลใจมาก ร้อยละ 27.52 ระบุว่า ค่อนข้างกังวลใจ ร้อยละ 16.64 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวลใจ ร้อยละ 24.48 ระบุว่า ไม่กังวลใจ และ ร้อยละ 2.80 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
ทั้งนี้สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่ากังวลใจมากและค่อนข้างกังวลใจว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง ให้เหตุผลว่า ทุกครั้งที่ผ่านมา การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่ม นปช. ต้องมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย การก่อเหตุจราจล และหากยิ่งมีการเผชิญหน้ากันหรือปะทะกันกับกลุ่ม กปปส. อาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากกว่าเดิม โดยเฉพาะ การก่อความไม่สงบของมือที่ 3 สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยกังวลใจและไม่กังวลใจว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองให้เหตุผลว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงบานปลายขนาดนั้น เชื่อว่าแกนนำจะต้องหาทางป้องกันมิให้กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายมาเผชิญหน้ากัน และตำรวจและทหารก็น่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่เลขาธิการ กปปส. ประกาศยุบรวมเวทีทั้งหมดใน กทม. ให้เหลือที่สวนลุมพินีเพียงจุดเดียว พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.12 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนในบริเวณที่มีการตั้งเวที ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และในช่วงระยะหลังมีเหตุการณ์รุนแรงบ่อยมากขึ้น เป็นการสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุม รองลงมาร้อยละ 10.40 ระบุว่า ไม่ควรมีการจัดตั้งเวทีการชุมนุม ของกลุ่ม กปปส. ตั้งแต่แรก ร้อยละ 6.32 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เหมือนเป็นการยอมแพ้กับฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 8.16 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเสนอให้เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) มาเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างกลุ่ม กปปส. และรัฐบาลรักษาการ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.52 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องการเมืองของภายในประเทศที่น่าจะสามารถพูดคุย เจรจาตกลงกันได้ และคนภายนอกไม่ทราบถึงรายละเอียด หรือประเด็นของความขัดแย้งได้ดีเท่าคนในประเทศ รองลงมา ร้อยละ 34.64 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายจะได้ยุติลง และเป็นคนกลางที่ทั่วโลกให้การยอมรับและนับถือพอสมควร และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับฝ่ายใดอย่างแท้จริง และร้อยละ 11.84 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ







