posttoday
5 เหตุผลเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง

5 เหตุผลเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง

05 มีนาคม 2557

คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับ? เมื่อวานนี้ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงเหตุผลต่างๆ ที่ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งผมได้กล่าวถึงเหตุผลต่างๆ ไปแล้ว 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับที่ดีมาก และสอง หนี้สาธารณะของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ดังนั้น วันนี้ผมก็จะขอคุยต่อถึงเหตุผลในส่วนที่เหลืออีก 3 ประการดังนี้ครับ

คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับ? เมื่อวานนี้ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึงเหตุผลต่างๆ ที่ผมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งผมได้กล่าวถึงเหตุผลต่างๆ ไปแล้ว 2 ประการด้วยกัน คือ หนึ่ง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับที่ดีมาก และสอง หนี้สาธารณะของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ดังนั้น วันนี้ผมก็จะขอคุยต่อถึงเหตุผลในส่วนที่เหลืออีก 3 ประการดังนี้ครับ

สาม การส่งออก...หัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย

คุณผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีว่า หลังเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งประเทศเกือบล่มสลาย ค่าเงินบาทจากอัตราแลกเปลี่ยน 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ พุ่งสูงขึ้นไปกว่า 55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ บริษัทเอกชนที่กู้เงินนอกมาล้มทั้งยืน ตามมาด้วยการล่มสลายของสถาบันการเงิน และรัฐบาลต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟเพื่อมาพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ

เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ทำให้ภาคการส่งออกของประเทศไทยได้กลายไปเป็น “พระเอก” ที่ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของไทยให้กลับฟื้นคืนมาได้หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี โดยสินค้าส่งออกที่เป็นตัวชูโรงของไทย ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องประดับ และสินค้าการเกษตร เป็นต้น

ในปี 2557 นี้ เศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มยูโรโซน มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวและเติบโตขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าตัวเลขการส่งออกทั้งหมดของไทยจะยังคงมีส่วนแบ่งมากกว่า 60% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ซึ่งจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยยังคงจะเป็น “พระเอก” ที่จะช่วยค้ำชูเศรษฐกิจไทยให้รอดพ้นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ต่อไป

สี่ กลุ่มประเทศอาเซียน เป้าหมายใหญ่ในการส่งออกของไทย

ในปี 2536 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย คือ สหรัฐอเมริกา โดยมีสัดส่วนสูงมากกว่า 20% รองลงมาคือ สหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 20% กลุ่มอาเซียนเป็นตลาดส่งออกของไทยลำดับที่ 3 อยู่ที่ประมาณ 17% ขณะที่จีนเป็นตลาดส่งออกที่มีขนาดเล็กมาก มีสัดส่วนน้อยกว่า 2% เสียอีก

ในปัจจุบันนี้ตัวเลขดังกล่าวได้แปรเปลี่ยนไปเกือบหมด โดยกลุ่มประเทศอาเซียนได้เข้ามามีบทบาทสูงที่สุด คือ มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 25% รองลงมาคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 12% ตามมาด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนโดยประมาณประเทศละ 10% และสหภาพยุโรปในสัดส่วนที่เกือบจะพอๆ กัน

ในช่วงปลายปีหน้า 2558 จะมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียนที่เราเรียกกันว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asian Economic Community–AEC) และเมื่อถึงเวลานั้นการค้าระหว่างประเทศของไทยกับกลุ่มอาเซียนก็จะยิ่งมีโอกาสเพิ่มพูนทวีคูณขึ้นไปอีก

ห้า ภาคการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้น

แม้ว่าปัจจุบันการส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มที่ดีอยู่ แต่ในอนาคตดูเหมือนว่าภาคการท่องเที่ยวของไทยจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน ซึ่งพบว่าปี 2556 จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 26.72 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศประมาณ 1.167 ล้านล้านบาท การรวมกลุ่มของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากในภูมิภาคเดียวกันเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2555 พบว่าขยายตัวขึ้น 19.60% แต่หากพิจารณาถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเฉพาะในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 พบว่าขยายตัวถึง 23% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2555

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวจีนเป็นตลาดที่มีการขยายตัวสูงที่สุดถึง 93% และมาเป็นอันดับที่ 1 แต่เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายด้านการท่องเที่ยวของจีน หรือการประกาศห้ามจัดทัวร์ศูนย์เหรียญของจีนในเดือน ต.ค. ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนขยายตัวลดลงจาก 103% ในเดือน ก.ย. เหลือเพียง 17% ในเดือน ต.ค. และยังตามมาด้วยผลกระทบจากสถานการณ์การชุมนุมภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2557 นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวน 30.27 ล้านคน ขยายตัว 13.29% โดยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นจำนวนเงิน 1.344 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ 15.1% ซึ่งหากเป็นไปตามการคาดการณ์จริง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็คงจะเป็นอีกตัวจักรหนึ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ท้ายนี้ สำหรับคุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน เวลานี้จึงอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการที่จะเริ่มลงทุน หรือเริ่มซื้อเก็บหุ้นที่ตนหมายปองในราคาที่ถูกไว้บ้าง โดยเฉพาะหุ้นปันผลหลายตัวมีแนวโน้มจะจ่ายเงินปันผลสูงถึง 58% ลองหยุดและคิดสักหน่อย เราอาจจะแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลาเช่นนี้ก็เป็นได้ ขอให้โชคดีในการลงทุนนะครับ

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด