
ยูเครนระอุ น้ำมัน-ก๊าซพุ่งหมีขาวมีแต่ได้
ดูเหมือนว่าสถานการณ์จากวิกฤตการเมืองในยูเครนจะไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองภายในอย่างเดียวเสียแล้ว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ดูเหมือนว่าสถานการณ์จากวิกฤตการเมืองในยูเครนจะไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองภายในอย่างเดียวเสียแล้ว เนื่องจากขอบเขตความขัดแย้งดังกล่าวได้ขยายวงออกไปสู่การเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจโลกอย่างเต็มตัว
ล่าสุด ทางรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศระงับการเจรจาข้อตกลงการค้าการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือทางการทหารกับรัสเซียแล้วเพื่อประท้วงการที่รัฐบาลแดนหมีขาวส่งกำลังทหารเข้าไปแทรกแซงปัญหาการเมืองในยูเครน พร้อมกันนี้ทางการสหรัฐยังแย้มอีกว่ากำลังพิจารณาการออกมาตรการลงโทษอื่นๆ ตามมาอีก หากว่ารัสเซียยังคงไม่ยอมถอนทหารออกจากยูเครน
อย่างไรก็ตาม แม้ทั่วโลกจะหวั่นวิตกต่อสถานการณ์ในยูเครนว่าอาจลุกลามบานปลายไปสู่การใช้กำลังมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็น “รัสเซีย” เองที่กำลังได้ประโยชน์เต็มๆ จากความตึงเครียดหนนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดในปัจจุบัน ปัจจัยความตึงเครียดจากวิกฤตยูเครน ได้มีส่วนสำคัญต่อการทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 2 เหรียญสหรัฐภายในวันเดียว โดยพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 104.92 เหรียญสหรัฐ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทะยานสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกนี้ มีส่วนสำคัญต่อการทำให้ “รัสเซีย” ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก มีรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ จากรายได้ที่หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น บวกกับในช่วงนี้ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียอ่อนค่าลงอย่างหนักจากผลพวงของภาวะทุนไหลออก ก็คาดว่าจะยิ่งทำให้ภาคการส่งออกของแดนหมีขาวขยายตัวขึ้น และย่อมส่งให้รัฐบาลกรุงมอสโกมีรายได้เพื่อนำไปอุ้มเศรษฐกิจของชาติที่อยู่ในภาวะอ่อนแอได้อีกด้วย
แม้ว่าปัจจุบันหลายชาติทั้ง “สหรัฐ” และ “ยุโรป” จะเริ่มออกมาส่งสัญญาณขู่ว่าจะงัดมาตรการคว่ำบาตรมาใช้กับ “รัสเซีย” ดังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในสายตาของนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าคงเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเกิดขึ้นจริง ก็จะเป็นการมุ่งการใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบวงจำกัดเท่านั้น
เนื่องจากแดนหมีขาวมีความสำคัญมากเกินกว่าที่จะมาตัดเยื่อขาดใยกันง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัสเซียมีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่ทั่วโลกต้องพึ่งพา โดยปัจจุบันรัสเซียส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นปริมาณเทียบเท่ากับการนำเข้าพลังงานของสหรัฐเลยทีเดียว
ทำให้การคว่ำบาตรการนำเข้าพลังงานต่อ รัสเซีย จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ และไม่น่าจะส่งผลดีต่อใคร เนื่องจากเชื่อว่า การคว่ำบาตรรัสเซียนั้น ไม่น่าจะได้รับความร่วมมือจากชาติอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก ได้ออกแถลงการณ์ชัดเจนแล้วว่าจะยืนอยู่ข้างรัสเซียในวิกฤตการเมืองหนนี้
จึงเชื่อว่าหากมีการคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อด้านพลังงานรัสเซียจริง ก็ไม่น่าจะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่ตัวของกลุ่มประเทศตะวันตกเอง โดยเฉพาะยุโรปก็อาจไม่ให้ความร่วมมือด้วย
ทั้งนี้ หากว่ามีการใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อ “รัสเซีย” โดยชาติตะวันตกขึ้นมาจริง ก็จะถือเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อ “กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่”
เพราะจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นสูงจะไปทำให้หลายประเทศที่ประสบปัญหาทั้งค่าเงินตกต่ำอย่างหนักและเงินเฟ้อในระดับที่สูงมากเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา ตุรกี แอฟริกาใต้ อินเดีย และอินโดนีเซีย ยิ่งเจ็บปวดร้าวระทมขึ้นไปอีก
“การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อมุ่งทำร้ายรัสเซีย โดยไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก อาจเป็นเรื่องยาก เพราะกำลังการผลิตน้ำมันของรัสเซียใหญ่เกินกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ จะทำได้ในระดับเดียวกัน” จาคอบ เนล นักเศรษฐศาสตร์จาก มอร์แกน สแตนเลย์ กล่าว
มิหนำซ้ำ กลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างชาติในอัตราสูง เช่น “ญี่ปุ่น” และกลุ่มประเทศใน “ยุโรป” ก็คาดว่าจะต้องเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจเท่านั้น
ในส่วนของทวีปยุโรปนั้น ถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่ผูกพันกับรัสเซียสูงมาก จนเปรียบเสมือน “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” เลยทีเดียว
เพราะปัจจุบันยุโรปต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากรัสเซียผ่านท่อก๊าซในยูเครนมากถึง 25% โดยส่วนใหญ่เอามาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และเครื่องสร้างความอบอุ่น ตลอดจนถึงอุปกรณ์ก่อสร้าง
ในทางกลับกัน “ยุโรป” เองก็ถือเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของรัสเซีย หรือคิดเป็น 40.9% ของมูลค่าการค้ากับต่างชาติทั้งหมด ห่างจากอันดับ 2 อย่างจีน ซึ่งอยู่ที่ 9.8% เท่านั้น เพราะยุโรปเป็นทั้งเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ตลอดจนถึงสินค้าและบริการจากรัสเซียรายสำคัญ ทำให้เศรษฐกิจของแดนหมีขาวไปผูกติดอยู่กับยุโรปไม่น้อย
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ปัจจุบันกลุ่มประเทศในยุโรปจึงยังไม่ค่อยกล้าแสดงท่าทีต่อการลงโทษรัสเซียจากกรณีที่รัสเซียส่งกองกำลังเข้าไปในยูเครนมากนัก เมื่อเทียบกับสหรัฐ โดยปัจจุบันยุโรปทำได้แค่ออกมาเตือนว่าอาจจะลงโทษใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเท่านั้น หากว่ายังไม่ถอนทหารออกจากยูเครน
ท่าทีลังเลของยุโรปต่อประเด็นรัสเซีย ถึงขนาดทำให้ คริส เมอร์ฟี ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการยุโรปแห่งวุฒิสภาสหรัฐ ออกโรงเรียกร้องให้ยุโรปหันมาแสดงท่าทีหรือการดำเนินการคว่ำบาตรและลงโทษรัสเซียมากขึ้น หลังจากดูเหมือนว่ายุโรปจะปล่อยเกียร์ว่างมากเกินไป และปล่อยให้สหรัฐดำเนินการอยู่ฝ่ายเดียว
ผลจากการที่สหรัฐและชาติตะวันตกมีอาวุธในมือเพียงน้อยนิดที่จะใช้บีบคั้นรัสเซีย ทำให้ล่าสุด เซอร์เก กราซเยฟ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลรัสเซีย กล้าที่จะออกมาป่าวประกาศตอบโต้สหรัฐว่า หากรัฐบาลกรุงวอชิงตันกล้าใช้มาตรการคว่ำบาตรลงโทษรัสเซียจริง ทางรัฐบาลกรุงมอสโกก็พร้อมที่จะลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐเช่นกัน
แถม กราซเยฟ ยังขู่ต่อด้วยว่า ระบบการเงินของสหรัฐก็เสี่ยงที่จะล่มสลายเช่นกัน หากรัฐบาลรัสเซียลดการพึ่งพาสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่ารัฐเซียลดการพึ่งพิงเงินสกุลเหรียญสหรัฐในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าและการเงินในตลาดโลกลง และหันมาสร้างระบบการเงินของตนเองขึ้นมาเพื่อทำการค้าขายกับประเทศที่เป็นพาร์ตเนอร์ในตะวันออกและทางใต้ของประเทศ
นอกจากนี้ หากสหรัฐกล้าลงโทษรัสเซียทางเศรษฐกิจจริง บริษัทและภาคธนาคารของรัสเซียอาจจะไม่คืนเงินที่ไปกู้ยืมมาจากสถาบันการเงินของสหรัฐอีกด้วย
คำกล่าวของที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเครมลิน ไม่ใช่สิ่งที่โอเวอร์ไปจากความเป็นจริงเลย เพราะล่าสุดบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก็มองว่า หากสหรัฐตัดสินใจงัดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบจัดเต็มออกมาใช้กับรัสเซีย ก็ย่อมทำให้กลุ่มบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐเองได้รับผลเสียไปด้วย
เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติของสหรัฐทั้ง แมคโดนัลด์ เป๊ปซี่ ไปจนถึง เอ็กซอน โมบิล ต่างขนเงินเข้าไปลงทุนในรัสเซียเป็นจำนวนมหาศาล เพราะมองว่าตลาดแดนหมีขาวมีการเติบโตที่รวดเร็ว
ดังนั้น การลงโทษรัสเซียด้วยการคว่ำบาตรจึงอาจกลายเป็นการ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ”ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐเสียเอง มิหนำซ้ำ อาจกลายเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับรัสเซียเสียเองอีกด้วย







