
พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน
....อนุรักษ์ นิยมเวช
ปัจจุบันมีกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งการเมืองภาคพลเมืองหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราช บัญญัติสภาองค์กรชุมชน ซึ่งให้สิทธิภาคประชาชนในการร่วมกันกำหนดนโยบายงานพัฒนาได้ในทุกระดับ ทั้งในระดับตำบล จังหวัดและประเทศ รวมถึงให้การรองรับการรวมตัวกันของภาคประชาชนให้สามารถทำงานได้อย่างมีสถานะตามกฎหมาย ช่วยให้การบริหารจัดการท้องถิ่นมีความคล่องตัวมากขึ้น และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 นั้นมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2551 พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของคนในชุมชน และการรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือร่วมกันของคนในหมู่บ้าน ตำบล และเป็นการตัดสินใจในระดับชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรในชุมชนอย่างมีระบบ โดยพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 นั้นได้จัดทำขึ้นตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 303 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่าคณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการจัดทำกฎหมายในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิชุมชนให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี นับตั้งแต่ที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 66 และมาตรา 67 ได้บัญญัติรับรองสิทธิของชุมชนและการคุ้มครองสิทธิของชุมชนไว้ โดยมีเจตนารมณ์ให้ชุมชนและประชาชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่น
สำหรับสาระสำคัญของสภาองค์กรชุมชนนั้น พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน โดยให้ผู้แทนชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในแต่ละหมู่บ้าน หรือแต่ละตำบลซึ่งได้จดแจ้งการจัดตั้งไว้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้น และคัดเลือกให้มีผู้แทนชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 4 คน และผู้แทนชุมชนอื่นในตำบลชุมชนละ 2 คน โดยการประชุมจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้แทนชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม และผู้แทนชุมชนอื่นในตำบลมาร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 60% ของผู้แทนชุมชนทุกประเภทรวมกันจึงจะเป็นองค์ประชุม และต้องเห็นสอดคล้องต้องกันให้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนไม่น้อยกว่า 60% ของจำนวนผู้แทนชุมชนทุกประเภท โดยกำหนดให้สมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันคัดเลือก และสภาองค์กรชุมชนตำบลต้องจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4ครั้ง หรือหากสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดยื่นหนังสือร้องขอให้เปิดการประชุม สำหรับบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของสภาองค์กรชุมชน อันได้แก่ หน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ให้ส่งเสริมและสนับสนุนในการจัดการบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีการเผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกองค์กรชุมชน รวมทั้งเสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไขและการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำแผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเสนอแนะปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชนอันเกี่ยวกับการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ จัดให้มีเวทีปรึกษาหารือกันของประชาชนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการให้ความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ตามที่พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองได้กำหนดไว้ใน มาตรา 8 (1) ให้สมาชิกสภาองค์กรชุมชนซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดละ 1 คน เข้าไปทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง โดยมีหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาการเมืองโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนของสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองและวิถีประชาธิปไตย ส่งเสริมและพัฒนาการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญของสภาพัฒนาการเมืองที่สมาชิกสภาองค์กรชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกต้องเข้าไปทำหน้าที่
หากพิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่ของสภาองค์กรชุมชนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน การทำงานสภาองค์กรชุมชนจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยเข้าไปเสริมกระบวนการทำงานในระดับท้องถิ่น โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ ของชุมชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และการที่สภาองค์กรชุมชนจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญสองเรื่อง คือ ความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในสิทธิของพลเมืองในการที่จะเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนาตนเอง และ ความรู้ประสบการณ์ในการทำงานในระบบเครือข่าย การสร้างระบบคิดแบบองค์รวม จากปัจจัยดังกล่าวจะทำให้สภาองค์กรชุมชนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับประโยชน์ที่จะได้จากกฎหมายฉบับนี้ ก็คือ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการสร้างคนในชุมชนท้องถิ่นให้ได้เรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยการปฏิบัติจริง รู้หน้าที่ รู้สิทธิในระบอบประชาธิปไตย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชน สร้างพื้นที่ให้ชุมชนในการที่จะแสดงสะท้อนถึงปัญหาต่างที่เกิดขึ้นในชุมชน และร่วมกันวิเคราะห์แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้นการสนับสนุนให้เกิดสภาองค์กรชุมชน ทำให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเป็นบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนมีการพึ่งตนเองได้ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมผลักดันให้ประเทศเจริญก้าวหน้าได้ โดยอาศัยภาคประชาชนที่มีส่วนสำคัญในการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการทั้งปวง และช่วยพัฒนาการเมืองแบบมีส่วนร่วม ดังนั้นชุมชนและประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาจังหวัด และแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในระดับประเทศ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการติดตามการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ หากชุมชนและองค์กรประชาชนเข้มแข็ง ก็จะช่วยให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป







