posttoday
โรดแมปเศรษฐกิจ ดูดลงทุน-มัดใจรากหญ้า

โรดแมปเศรษฐกิจ ดูดลงทุน-มัดใจรากหญ้า

12 พฤษภาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

ทันทีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ เพื่อ “ปลดแอก” ทางการเมือง ยุติม็อบแดง

หมายความว่ารัฐบาลมีอายุการทำงานเหลือเพียงแค่ 67 เดือนเท่านั้น

ส่งผลให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ติดเครื่องสั่งทีมงาน “มันสมอง” จัดทำ “โรดแมปนโยบายเศรษฐกิจ” ให้สอดคล้องกับโรดแมปการเมือง

โดยแก่นของโรดแมปเศรษฐกิจผ่าออกมาได้เป็น 2 ส่วนใหญ่...

ส่วนแรก เป็นภาพใหญ่เศรษฐกิจ การทำงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการแก้ไขปัญหาประเทศในระยะปานกลางและยาว

ส่วนที่สอง เป็นการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนรากหญ้า เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง

โรดแมปทางเศรษฐกิจที่เป็นภารกิจเฉพาะหน้าที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการในช่วงก่อนจะมีการยุบสภา คือ การผลักดันงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 มูลค่า 2 ล้านล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในกลางเดือน ก.ย. 2553

และใช้ได้ทันภายในวันที่ 1 ต.ค. 2553 เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านงบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐ เกิดความต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมั่นใจเข้ามาลงทุนตามในที่สุด

โรดแมปทางเศรษฐกิจเร่งด่วนอีกอย่างคือ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ในส่วนที่ใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องให้ทุกโครงการเริ่มเบิกจ่ายภายในปี 2553

ที่ผ่านมาเพิ่งเบิกจ่ายไปได้แค่ 1 แสนล้านบาท เหลือเม็ดเงินอีกถึง 2.5 แสนล้านบาท ที่จะต้องเข็นต้องดันออกมาให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ได้เร็วที่สุด

ส่วนหนึ่งเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากม็อบแดง อีกส่วนหนึ่งเพื่อการสร้างการลงทุนเพื่อให้เกิดขึ้นมากที่สุด

นายกรณ์ยังได้สั่งการทีมงานทำโรดแมปทางเศรษฐกิจ ที่เร่งผลักดันโครงการลงทุนสำคัญๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูง (บูลเลตเทรน) แม้จะผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ก็ต้องเร่งรัดการปฏิบัติให้เกิดการประมูลและการก่อสร้าง

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามาบตาพุดที่ยังแก้ได้ไม่ลุล่วงเต็มที่

ในส่วนนี้ต้องใส่ไว้ในการแก้ปัญหาของเศรษฐกิจของรัฐบาล ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ว่าปัญหาทุกอย่างจะต้องสะสางให้หมด

เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่ “จมอยู่” หรือเดินไม่ได้นั้น ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกแรง

ทั้งยังเป็นแรงดึงดูดให้นักลงทุนที่คิดจะลงเงินก่อนหน้านี้ แต่ชะลอไปได้ตัดสินใจมาลงทุน ไม่ทิ้งฐานการผลิตไปจากไทย

จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นโรดแมปทางเศรษฐกิจ ในส่วนแรกที่เน้นภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจ

เป็นการปูฐานตอกเสาเข็มบ้านให้แน่นหนา สามารถสู้แดดฝนลมพายุได้อย่างไม่ต้องหวาดหวั่นว่าหลังคาจะหลุด บ้านจะล้มไปตามแรงลม

ส่วนโรดแมปทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะเห็นว่า จะเน้นลงไปที่ฐานรากของประชาชน โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ มีหนี้สิน เป็นการมุ่งเน้นการแก้ปัญหาภาคสังคม

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเป็นประเด็นที่ม็อบแดงและม็อบสีอื่นๆ เรียกร้องให้แก้ปัญหากันมาก

ในส่วนนี้ตามร่างโรดแมปทางเศรษฐกิจ จะต้องมีการเร่งผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางดังกล่าว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ทันในช่วงเวลาที่เหลือ

จะต้องเร่งกระบวนการในขั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเสนอเข้าสภาให้ทัน

ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถือว่าเป็นภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินครั้งแรกของเมืองไทย จะทำให้คนมั่งมี คนรวยที่ดินต้องจ่ายภาษีแพง เพื่อที่จะได้นำเงินไปช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อย หรือไม่มีที่ดิน เข้าไม่ถึงทรัพยากรต่างๆ ของประเทศ

นอกจากนี้ การออกกฎหมายภาษีที่ดิน ยังมีแนวคิดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” ตีคู่ไปกับการออกกฎหมาย เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งที่เก็บได้จากภาษีที่ดินมาตั้งเป็นเงินกองทุนไปซื้อหรือเช่าที่ดิน มาจัดสรรให้คนจนไม่มีที่ดินทำมาหากิน ได้มีโอกาสทำมาหารายได้บนที่ดินของธนาคารที่ดินที่จัดมาให้

ในส่วนของการจัดตั้งกองทุนกอช. ก็มุ่งเน้นช่วยกลุ่มแรงงานที่อยู่นอกระบบประกันสังคมต่างๆ ของรัฐ ได้มีช่องทางที่จะออมเงิน

โดยมีแรงจูงใจที่รัฐบาลจะช่วยสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อที่หลักประกันว่า หลังจากเกษียณแล้วจะมีรายได้เพียงพอยังชีพให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

จะเห็นว่า กองทุน กอช. จะเป็นการต่อยอด “เบี้ยคนชรา” ของรัฐบาล และสมาชิกเกษียณก็จะได้รับเบี้ยยังชีพคนชราของรัฐบาล และเบี้ยจากกองทุน กอช. ที่สะสมเล็กสะสมน้อยมาตั้งแต่ยังทำมาหากินได้ เป็นบันไดของรัฐบาลที่จะกล่าวไปสู่ “รัฐสวัสดิการ” เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรียนฟรี รักษาฟรี แก่ชรา พิการ ล้วนแต่ได้รับการดูแลจากภาครัฐทั้งสิ้น

และที่ลืมไม่ได้ คือการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ คือ ก่อนยุบสภาเลือกตั้งใหม่

โดยมีประชาชนมาลงทะเบียนจำนวน 1.2 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 แสนคน ถอนตัวจากการลงทะเบียน ที่เหลือจำนวน 5 แสนคน จะสามารถโอนหนี้เข้ามาอยู่ในระบบได้

ซึ่งขณะนี้นายกรณ์ได้จี้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เป็นตัวหลักเร่งเครื่องโอนหนี้นอกระบบให้เร็วและมากที่สุด

ส่วนที่เหลืออีก 5 แสนราย คาดว่าจะไม่สามารถโอนหนี้เข้าสู่ระบบได้ นายกรณ์จะมีมาตรการ “ก๊อกสอง” ออกมาเร็วๆ นี้ เพื่อหาหลักประกันการสร้าง อาชีพ หารายได้ ให้ทั้ง 5 แสนรายเข้าระบบให้ได้ก่อนมีการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน

มาตรการก๊อกสอง ยังมีรายละเอียดเชื่อมโยงไปถึงลูกหนี้ 5 แสนรายแรก ที่เข้าระบบไปก่อนหน้า

โดยหากชำระดี ประวัติไม่เสีย กระทรวงการคลังก็ไฟเขียวให้แบงก์รัฐปล่อยกู้เพิ่ม หากลูกหนี้มีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อเป็นการ “ตัดวงจร” ไม่ให้กลับไปเป็นลูกหนี้นอกระบบอีก

ต้องถือว่านายกรณ์ปั้นโรดแมปเศรษฐกิจมาตีคู่ขนานโรดแมปปรองดองนายกฯ อภิสิทธิ์ได้อย่างทันควัน เป็นการประสานการเมืองเข้ากับเศรษฐกิจได้อย่างถูกที่ถูกเวลา

ปัญหาการเมืองได้รับการปลดล็อก ปัญหาเศรษฐกิจได้รับการขับเคลื่อนทั้งส่วนบนและส่วนล่างอย่างเต็มแรง ส่งผลให้รัฐบาลได้รับแรงเชียร์เอาใจช่วยจาก “ภาคประชาชน” ไม่น้อย

โรดแมปเศรษฐกิจของนายกรณ์ไม่ได้มองแค่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่

แต่มองลึกไปถึงการสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย

และเจ้าตัวจะมานั่งเป็นขุนคลังให้ได้ 9 ปี ตามที่ประกาศลั่นไว้ก่อนหน้านี้!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท