
ศึกยูเครนเขย่า ศก.โลกปลุกวิกฤตอาหาร-พลังงาน
กลายเป็นสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเรียกได้ว่าตึงเครียดที่สุดของโลกนับตั้งแต่เหตุวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเรียกได้ว่าตึงเครียดที่สุดของโลกนับตั้งแต่เหตุวินาศกรรมเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ก.ย 2001 สำหรับเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มลุกลามบานปลายมากขึ้นทุกทีในประเทศยูเครน
เห็นได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดที่รัฐสภารัสเซียลงมติอนุมัติตามคำขอของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เปิดทางให้สามารถจัดส่งกองทัพเข้าไปในคาบสมุทรของรัฐปกครองตนเองไครเมีย พื้นที่เขตประเทศยูเครนซึ่งติดพรมแดนรัสเซีย จุดชนวนความไม่พอใจให้ชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ถึงขนาดต้องส่งทั้งคำประณาม คำเตือน และคำขู่ถึงผู้นำรัสเซีย จนนักวิเคราะห์ด้านรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งอดคาดการณ์ไปในทางลบไม่ได้ว่าโลกอาจกำลังเผชิญกับสงครามเย็นรอบ 2
อย่างไรก็ตาม นักรัฐศาสตร์อีกหลายสำนักกลับลงความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ขัดแย้งในยูเครนที่ยังหาทางออกไม่ลงตัว สอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนี้ ไม่น่าจะรุนแรงแสนสาหัสถึงระดับสถานะที่จะเรียกว่าสงครามได้ เพราะชาติมหาอำนาจที่สนับสนุนแต่ละฝ่ายในยูเครน ทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างอยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองภายในที่พลเรือนส่วนใหญ่ในประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ ไม่ต้องการให้ประเทศเข้าไปยุ่งวุ่นวายเกี่ยวข้อง
ยังไม่นับรวมข้อเท็จจริงที่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง รวมถึง ปีเตอร์ คอย แครอล มอล์ทแล็ก และเฮนรี เมเยอร์ นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในสังกัดของสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสอดคล้องกันว่ายูเครนไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจพอที่จะแย่งชิง
แต่แม้สถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นก่อสงครามเขย่าสันติภาพหรือเสถียรภาพของโลกอย่างรุนแรง กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในยูเครนจะเป็นปัญหาที่สามารถละเลยหรือมองข้ามไปได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนขณะนี้กำลังส่งผลกระเทือนรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ ปีเตอร์ คอย นักเศรษฐศาสตร์ในสังกัดบลูมเบิร์ก ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากสถานภาพของยูเครนโดยลำพัง ประเทศแห่งนี้แทบจะไม่มีคุณค่าใดๆ มากพอที่จะให้มหาอำนาจแย่งชิง เนื่องจากยูเครนถือเป็นประเทศที่จนเทียบชั้นปารากวัยและมีการทุจริตคอร์รัปชั่นเลวร้ายเทียบเท่าอิหร่าน แถมยังมีประวัติศาสตร์น่าหวาดผวา ทั้งการสังหารหมู่ชาวยิว คนอดอยากตายในยุคสตาลิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด พ่วงเข้ามาด้วย
ทว่ามองในอีกมุมหนึ่ง ยูเครนก็ถือเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของโลกในฐานะผู้ส่งออกธัญพืชอย่างข้าวโพดและข้าวสาลีรายใหญ่ที่สุด จนทำให้ชาติมหาอำนาจแห่งภูมิภาคเอเชียอย่างจีน มองยูเครนในฐานะแหล่งพึ่งพาสำคัญเพื่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ยืนยันได้จากการลงนามในโครงการความร่วมมือร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบชลประทาน ปรับปรุงการผลิตพลังงาน โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ระบบการเงิน เทคโนโลยี การบิน และการอวกาศ
ขณะเดียวกัน ยูเครนก็เป็นเส้นทางส่งผ่านลำเลียงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากรัสเซียไปยังภูมิภาคยุโรปที่สำคัญมากที่สุดอีกเส้นทางหนึ่ง โดยปี 2013 ที่ผ่านมา รัสเซียขายก๊าซธรรมชาติให้กับยุโรปมากถึงราว 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของความต้องการใช้ทั่วยุโรป โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ขายให้ยุโรปนี้ส่งผ่านท่อลำเลียงที่พาดผ่านยูเครน
และยูเครนเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีจำนวนประชากร 45 ล้านคนที่เริ่มมีบทบาทต่อการบริโภคสินค้าบนพื้นที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งเป็นประตูทางการค้าเชื่อมโยงระหว่างยุโรปกับรัสเซีย
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่าเหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นในยูเครนจนกลายเป็นความบาดหมางระหว่างชาติมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งนี้จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม เนื่องจากนักลงทุนเริ่มวิตกกังวลว่าปัญหาระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาราคาพลังงานและธัญพืชที่ยูเครนกำไว้ในมือ
หลักฐานยืนยันก็คือความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นตลาดเงินหลักของโลกเมื่อวันจันทร์ที่3 มี.ค. ที่พร้อมใจปรับตัวร่วงกันระนาวสวนทางกับราคาน้ำมันและราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ค่าเงินเยน ตลอดจนราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั่วหน้า
ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชีย แปซิฟิก ปรับตัวลดลง 0.7% และดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ 500 ฟิวเจอร์ในตลาดสหรัฐ ปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 1 เดือน และดัชนีไมเส็กของรัสเซีย ร่วงลง 8% ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.3% ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น 0.4% ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นสูงถึง 1.9% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีร่วงลงเกือบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ราคาข้าวสาลีพุ่งพรวดถึง 4.5% และราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้นแตะระดับแพงที่สุดในรอบ 5 เดือน
ขณะที่ทาง มาร์ค ทอมป์สัน และ เกรโกรี วอลเลซ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ของสหรัฐ ให้อธิบายสาเหตุหลักที่นักลงทุนและผู้นำนานาประเทศทั้งหลายกังวลต่อปัญหายูเครนว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นเพราะเหตุผล 5 ข้อด้วยกัน
ประการแรก ยูเครนคือตัวกลางสานสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับรัสเซีย โดยแม้เศรษฐกิจยูเครนจะอ่อนแอ แต่ด้วยภูมิศาสตร์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างรัสเซียกับทวีปยุโรปที่เหลือ ทำให้ยูเครนยังคงมีความสำคัญในฐานะเส้นทางการค้าระหว่างรัสเซียกับยุโรป โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ยุโรปต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียถึง 25% ของปริมาณความต้องการภายในยุโรปทั้งหมด
ดังนั้น ปัญหาความไม่สงบในยูเครนจึงอาจส่งผลต่อการลำเลียงก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรปที่ทำให้ต้นทุนราคาพลังงานสูงขึ้นจนกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของยุโรป และกระทบความต้องการบริโภคสินค้าของชาวยุโรปโดยรวม
ประการที่สองคือ ประเด็นการคว่ำบาตรรัสเซีย จากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 8 ประเทศ (จี8) ซึ่งเป็นพวกเดียวกัน เนื่องจากปัญหายูเครนนี้ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายตนเอง โดยการค้าการลงทุนของโลกทุกวันนี้เชื่อมโยงพึ่งพาถึงกันหมด ซึ่งการค้าครึ่งหนึ่งของรัสเซียคือการค้ากับต่างประเทศ และยุโรปถือเป็นประเทศคู่ค้าหลัก ดังนั้นการคว่ำบาตรรัสเซียตามที่สหรัฐออกมาขู่ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัว หรือฟื้นตัวได้อย่างช้าๆ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อการบีบรัสเซียให้เลิกยุ่งยูเครนแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ ผลลัพธ์ที่ได้ยังเลวร้ายชนิดที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย
ประการที่สาม ยุโรปและการค้าโลกจะไม่อาจเลี่ยงผลกระทบทางลบทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเมื่อยูเครนคือผู้ผลิตและส่งออกข้าวสาลีและข้าวโพดรายใหญ่ของโลก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าประเภทนี้ให้แพงขึ้น เนื่องจากเกรงว่าปัญหาภายในยูเครนจะส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวชะงักงัน โดยยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องการทำข้อตกลงการค้าเสรีที่จะยืดเยื้อจนไม่อาจเอื้อผลประโยชน์ให้ประเทศยูเครนและคู่ค้า เช่น อียู ได้อย่างเต็มที่
ประการที่สี่ รัฐบาลยูเครนมีระดับหนี้มหาศาลและต้องการความช่วยเหลือด่วน โดยยูเครนเป็นหนี้ในปีนี้แล้วถึง 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ นักวิเคราะห์ระบุว่ายูเครนไม่อาจเอาตัวรอดหรือหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างแน่นอน โดยเจ้าหนี้หลักก็คือรัสเซียกับยุโรป ดังนั้นการล่มสลายของเศรษฐกิจยูเครนจึงอาจหมายถึงหายนะภาคการเงินในรัสเซียและยุโรป
และประการที่ห้า คือ ยูเครนอาจกลายเป็นชนวนให้นักลงทุนพิจารณาความเสี่ยงและระมัดระวังในการลงทุนในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้น โดยปัญหาความมั่นคงยูเครนมาพร้อมกับสถานการณ์ที่กำลังยากลำบากสำหรับประเทศในกลุ่มตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ซึ่งกำลังปวดหัวกับการชะลอการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินและเศรษฐกิจโตช้าลง ซึ่งปัญหายูเครนจะทำให้นักลงทุนทบทวนความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ จนยิ่งทำให้การเติบโตชะลอตัวลง โดยยังไม่นับรวมปัญหาของธนาคารกลางรัสเซียในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ของประเทศยูเครน
ทั้งนี้ แม้ยังไม่อาจคาดเดาบทสรุปที่แน่ชัดของปัญหายูเครนได้ภายในเร็ววัน แต่สำหรับประเด็นที่ยูเครนมีผลกระทบต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจที่นักลงทุนในหลายประเทศเริ่มรู้สึกกันบ้างแล้ว การเฝ้าติดตามยูเครนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจเพิกเฉยได้







