
ชูตำรวจขึ้นตรงผู้ว่าฯ
แนวคิด “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.หยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อมวลมหาประชาชนและไม่แปลกที่จะได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลาม นั่นเพราะต่างล้วนแต่มีประสบการณ์ร่วมในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น
แนวคิด “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นหนึ่งในประเด็นที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.หยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อมวลมหาประชาชนและไม่แปลกที่จะได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลาม นั่นเพราะต่างล้วนแต่มีประสบการณ์ร่วมในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น
โมเดลการปฏิรูปของ กปปส.ขณะนี้ปรากฏเพียงโครงร่างคร่าวๆ หลักการคือ กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ทว่าในรายละเอียดยังไม่มีการลงลึกเท่าที่ควร
“โพสต์ทูเดย์” หยั่งความคิดบุคลากรระดับแนวหน้าของสังคม เพื่อสะท้อนทิศทางและความเป็นไปของการปฏิรูปให้ชัดแจ้งขึ้น
พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องคิดและจัดวางโครงสร้างของตำรวจใหม่ โดยต้องไม่ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ให้ขึ้นตรงกับอัยการศาล รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอิสระและเป็นการทำงานร่วมกันกับฝ่ายปกครองแบบบูรณาการได้
“ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ตำรวจก็จะเป็นอิสระได้คนที่ทำงานจริงๆ มากำกับดูแล แก้ปัญหาวิ่งเต้นหรือเด็กนายฝากได้” พล.ต.ต.วิชัย อธิบายเพิ่มเติม
นอกจากนี้ โครงสร้างใหม่ที่จะปฏิรูปอาจจะยืดโครงสร้างแบบที่สหรัฐใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่กำหนดให้ตำรวจของแต่ละเมืองอยู่ใต้บังคับบัญชาของนายกเทศมนตรีอีกที โครงสร้างนี้จะส่งผลเป็นวงจรใหม่ๆ ในการทำงานคือ พวกเขาจะไม่ทำงานให้กับนักการเมืองเหมือนที่เป็นอยู่ ซึ่งอาจจะเริ่มจากเมืองใหญ่ๆ ก่อน เช่น ให้ตำรวจนครบาลขึ้นกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือให้ กทม.มีตำรวจเป็นของตัวเอง
“ผลดีจากแนวคิดนี้คือ กฎหมายหลักๆ ยังใช้ร่วมกันได้ ขณะที่แต่ละท้องถิ่นสามารถออกกฎหมายหรือข้อบังคับที่เหมาะกับความจำเป็นหรือปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างของทรัพยากรที่มี เช่น ที่ในสหรัฐบางรัฐให้คนพกปืนได้ บ้านเราอย่างพัทยาก็อาจจะคิดกฎหมายห้ามปล่อยน้ำเสียลงทะเล หรือเมืองชายหาดขี่มอเตอร์ไซค์อาจจะไม่ต้องใส่หมวกกันน็อก เป็นต้น” พล.ต.ต.วิชัย ยกตัวอย่าง
อดีตมือปราบเลื่องชื่อรายนี้บอกอีกว่า ที่ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วนอีกประเด็นก็คือ เรื่องกระบวนการสอบสวนของตำรวจ ซึ่งต้องสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม ซึ่งถือว่าเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะพนักสอบสวนที่ควรจะเพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อแก้ปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์จากการทำคดี
“ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครอยากเข้ามาทำ ส่วนใหญ่เป็นคนที่วิ่งเต้นในสายป้องกันและปราบปรามและสายสืบสวนไม่สำเร็จ จึงถูกเตะโด่งมาไว้ที่สายสอบสวน ที่สำคัญตำรวจสายสอบสวนไม่ใช่สายตรงที่จะขึ้นเป็นผู้กำกับการ ดังนั้น ก็สะท้อนไปถึงตำแหน่งผู้กำกับการด้วย หากสายสอบสวนมีความสามารถก็ควรแต่งตั้งให้เห็นผู้กำกับการได้เช่นกัน” พล.ต.ต.วิชัย ระบุ
สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของงานวิจัยเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ซึ่งตีแผ่พฤติกรรมตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวโยงกับธุรกิจสีเทา ระบุว่า จะต้องปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจใหม่ เพราะระบบตำรวจที่เป็นอยู่นี้เป็นการรวมศูนย์อำนาจของคน 23 แสนอยู่ในมือของคนคนเดียว ถึงแม้จะมีผู้บัญชาการภาคแต่นั่นไม่ใช่การกระจายอำนาจ เป็นเพียงการกระจายความรับผิดชอบเท่านั้น แต่อำนาจยังอยู่ในผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนเดียว
สังศิต บอกอีกว่า ระบบที่จะตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดคือ ระบบการกระจายอำนาจของตำรวจออกไปเป็นตำรวจจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดไหนมีความพร้อมที่จะเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดก็ปฏิรูปจังหวัดนั้นก่อน โดยให้ตำรวจขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนดีขึ้น
“ผมคิดว่าระบบตำรวจเป็นระบบที่ควรปฏิรูปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่ปฏิรูปตำรวจประเทศจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้” นักวิชาการรายนี้ระบุชัด







