
ยกสุดท้ายเดือน มี.ค.?
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศเลิกชัตดาวน์กรุงเทพฯ ยุบเวทีเข้าสู่การชุมนุมใต้ร่มไม้สวนสาธารณะลุมพินี
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความตามที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ออกมาประเมินว่า “มวลมหาประชาชนอ่อนแรงแล้วและไม่มีทางชนะรัฐบาล”
เพราะคำประกาศของสุเทพในวันอำลาเวทีกลางเมือง ได้กล่าวถึงช่วงเวลาเดือน มี.ค. ต้องปิดเกมรัฐบาล ซึ่งดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์บางอย่าง
สถานการณ์ที่เป็นการต่อสู้ทางข้อกฎหมาย ชิงไหวชิงพริบตีความตามตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
การเมืองในเดือน มี.ค. จึงอยู่ที่การต่อสู้เรื่องของกฎหมายใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.สถานะของรัฐบาลรักษาการ และ 2.การถอดถอนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่ง
สำหรับในเรื่องสถานะของรัฐบาลรักษาการมีการพุ่งเป้าไปที่ “อายุของรัฐบาล” เนื่องจากเข้าเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญมาตรา 127 กำหนดให้ต้องเปิดประชุมรัฐสภาภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งจะครบกำหนดในช่วงวันที่ 2 และ 3 มี.ค.นี้ ในทางปฏิบัติไม่มีทางเป็นไปได้ที่สภาผู้แทนราษฎรจะมี สส.เบื้องต้น 475 คนได้ทันตามกำหนดรัฐธรรมนูญ
จากปัญหาดังกล่าวเป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลทั้งที่เป็นและไม่ได้เป็นแกนนำ กปปส.ได้จุดประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้ใหม่เพื่อสั่นคลอนสถานะรัฐบาล
“เสรี สุวรรณภานนท์” อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคนแรกที่ได้โยนประเด็นนี้มาให้สังคมช่วยกันขบคิด ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้รัฐบาลสามารถรักษาการได้โดยไม่มีกำหนด ดังนั้นในเมื่อไม่สามารถมีสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลได้ทันตามรัฐธรรมนูญกำหนด เท่ากับว่ารัฐบาลรักษาการก็ควรจะต้องพ้นสภาพไปโดยปริยาย
ในส่วนของ กปปส.ก็ได้นำเรื่องนี้มาขยายผลในที่ชุมนุมเช่นกัน เพื่อบีบให้ยิ่งลักษณ์มาร่วมโต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่ กปปส.จะได้เปรียบ
โดยความเป็นรูปธรรมของการเคลื่อนไหวคาดว่าจะมีการส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งช่องทางที่จะยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ คือ มาตรา 91 ของรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้ สว.จำนวน 1 ใน 10 ของ สว.ที่มีอยู่ หรือ 14 คนจาก สว.ทั้งหมด 144 คน สามารถเข้าชื่อร่วมกันยื่นให้ประธานวุฒิสภาเพื่อส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังมีข้อโต้แย้งอยู่พอสมควร เพราะฝ่ายรัฐบาลต้องอ้างรัฐธรรมนูญว่าคณะรัฐมนตรีไม่อาจพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุผลดังกล่าวได้ ด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งด้วยเงื่อนไข 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง 2.อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือเกิดการยุบสภา 3.คณะรัฐมนตรีลาออก
ไม่เพียงเท่านี้ รัฐธรรมนูญยังไม่ได้เปิดช่องให้เกิดสุญญากาศด้วย โดยภายใต้เงื่อนไขข้อที่ 1 และ 2 รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไม่ว่าจะมีใครอยู่ในตำแหน่งหรือไม่ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หรือต่อให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจลาออกพร้อมกันทั้งคณะจะต้องเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องจัดเลือกตั้งเพื่อให้มี สส.เข้าสภา และเลือกนายกรัฐมนตรีจนนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่
เชื่อว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้คงจะต้องไปตัดสินในสนามสุดท้ายที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ”
ขณะที่ ประเด็นการถอดถอนนายกฯ ออกจากตำแหน่ง เริ่มเห็นเค้าลางออกมาเป็นระยะเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อหาทุจริตโครงการรับจำนำข้าวให้กับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ และทนายความของนายกฯ ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแทนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา
ขั้นตอนต่อไปจะเป็นหน้าที่ของยิ่งลักษณ์ที่ต้องชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เพื่อหักล้างข้อหาทั้งหมด จากนั้น ป.ป.ช.จะพิจารณาคำชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ ถ้าฟังไม่ขึ้นจะมีผลให้นายกฯ ถูกชี้มูลความผิดและต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าวุฒิสภาจะมีมติให้ออกจากตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งคาดว่า ป.ป.ช.จะมีคำตอบออกมาในเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ ปัจจุบันวุฒิสภาได้เข้าสู่ช่วงรอยต่อสำคัญ เนื่องจาก สว.เลือกตั้งจำนวน 77 คน มีสถานะเป็น สว.รักษาการที่ต้องอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมี สว.ชุดใหม่เข้ามาใหม่หลังจากวันเลือกตั้ง สว.วันที่ 30 มี.ค. ล่าสุดมี สว.เลือกตั้งลาออกไปแล้วจำนวน 5 คน ทำให้เหลือ สว.ทำหน้าที่จำนวน 144 คน จากเดิม 149 คน
ประเด็นสำคัญ คือ หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกับ สว. 50 คนในช่วงก่อนที่วุฒิสภาจะต้องพิจารณาคดีถอดถอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะมีปัญหาในเรื่องการนับองค์ประชุมทันทีว่าจะนับองค์ประชุมวุฒิสภาอย่างไร
ในเรื่องนี้ได้ปรากฏการต่อสู้กันระหว่าง 2 ชุดความคิด โดยชุดความคิดแรกนำโดย สว. สายเลือกตั้ง มองว่าต้องนับเต็มสภา คือ 144 คน เพราะ สว. 50 คนที่ถูกชี้มูลความผิดยังไม่พ้นสมาชิกภาพ ส่วนอีกชุดความคิดเป็นฝ่าย สว.สรรหา ตีความว่า ในเมื่อ สว.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ไม่ควรนับเป็นองค์ประชุม จึงมี สว.ทำหน้าที่ได้เพียงประมาณ 99 คน
การตีความที่แตกต่างกันมีผลต่ออนาคตของยิ่งลักษณ์ในการต่อสู้คดีในวุฒิสภา
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การถอดถอนต้องใช้เสียง 3 ใน 5 จาก สว.ที่มีอยู่ ถ้านับเสียง 3 ใน 5 จาก สว. 144 คน จะต้องใช้เสียงถอดถอน 86 เสียง แต่นับจาก 99 คน จะใช้เสียงถอดถอนจำนวน 60 เสียง
ความวุ่นวายในวุฒิสภาใช่ว่าจะมีเฉพาะเรื่องการนับองค์ประชุมเพียงอย่างเดียว เพราะมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม 40 สว.ที่พยายามจะเลื่อยเก้าอี้ประธานวุฒิสภาของ “นิคม ไวยรัชพานิช” ผ่านการกดดันให้นิคมในฐานะ สว.ฉะเชิงเทรา ต้องยุติการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาในช่วง สว.รักษาการ เพื่อเปิดทางให้ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภา ขึ้นปฏิบัติหน้าที่ประมุขวุฒิสภาแทนชั่วคราว
แต่คงต้องสู้กันอีกยาว เพราะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรนิคมคงไม่ยอมลงจากตำแหน่งง่ายๆ อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าจะถูกชี้มูลความผิดจาก ป.ป.ช.ในคดีแก้รัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดนี้จึงเห็นได้ว่าเดือน มี.ค.เป็นช่วงเวลาสำคัญของการต่อสู้ทั้งสองฝ่ายว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป







