
คว่ำบาตรหมีขาวไม่คุ้มเสียชาติตะวันตกเสี่ยงเจ็บตัวหนัก
ประเด็นวิกฤตการเมืองในยูเครนทำท่าว่าจะไม่ได้จำกัดวงความขัดแย้งอยู่แค่เฉพาะในประเทศเสียแล้ว
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ประเด็นวิกฤตการเมืองในยูเครนทำท่าว่าจะไม่ได้จำกัดวงความขัดแย้งอยู่แค่เฉพาะในประเทศเสียแล้ว เพราะล่าสุดกรณีดังกล่าวได้ลุกลามไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระดับโลกแล้ว หลังจากที่รัฐสภารัสเซียอนุมัติส่งกองทัพเข้าไปในยูเครนได้ตามคำร้องขอของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำสูงสุดของแดนหมีขาว
ส่งผลให้เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ต้องเรียกประชุมวาระฉุกเฉินขึ้นเพื่อหารือถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากผู้นำยูเครนร้องเรียนว่ากองทัพหมีขาวรุกรานเข้ามายังดินแดนแหลมไครเมีย ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของตนเอง โดยประเมินกันว่ามีกองกำลังรัสเซียไม่ต่ำกว่า 6,000 นายที่ถูกส่งเข้ามา
ด้านผู้นำสหรัฐได้ออกมาเรียกร้องให้รัสเซียถอนกองทัพออกจากดินแดนยูเครน และเตือนว่าการกระทำของรัสเซียเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่รัสเซียตอบโต้ว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวรัสเซียในดินแดนยูเครน พร้อมตำหนิว่ารัฐบาลชุดใหม่ของยูเครนไม่มีความชอบธรรม
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการตอบโต้ทางการทูตไปมาระหว่าง “สหรัฐ” กับ “รัสเซีย” ซึ่งถือหางข้างการเมืองในแต่ละฝ่ายของยูเครน กำลังก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่า ปัญหาในยูเครนกำลังกลายเป็นชนวนให้นำไปสู่ความขัดแย้งของสองขั้วมหาอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่การใช้เครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจตอบโต้กันไปมา จนเสี่ยงกลายเป็นการจุดชนวน “สงครามเย็น ภาค 2” ขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐเริ่มส่งสัญญาณความไม่พอใจต่อรัสเซีย ด้วยการไม่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการเตรียมงานการประชุมสุดยอดผู้นำจี8 ที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพในเดือน มิ.ย.นี้ ขณะที่ในสหรัฐก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากเหล่าสมาชิกสภาครองเกรสจากทั้งสองพรรคให้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เร่งงัดมาตรการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจต่อรัสเซียดังขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนทางรัสเซียก็เริ่มหันมาหยิบอาวุธเด็ดด้วยการเตือนว่าอาจจะพิจารณายกเลิกส่วนลดค่าก๊าซที่ขายให้ยูเครนแล้ว โดยยกเรื่องหนี้เก่ามูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ยูเครนติดค้างอยู่มาเป็นข้ออ้าง
อย่างไรก็ตาม เหล่านักวิเคราะห์หลายสำนักต่างฟันธงไปในทางเดียวกันว่า ถึงที่สุดแล้วฝ่ายโลกตะวันตกก็ยังไม่น่าจะกดดันรัสเซียได้มากอย่างที่หวังนัก เพราะในนาทีนี้สถานะของรัฐบาลจากกรุงมอสโกยังคงกำไพ่ในมือเหนือกว่าทางฝั่งโลกตะวันตก ทั้งจากฝั่งรัฐบาลวอชิงตัน หรือจากฝั่งของ บรัสเซลส์ อย่างชัดเจน
มิหนำซ้ำ หากมีการลุกขึ้นมาใช้มาตรการตอบโต้กันไปมาโดยใช้เครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจเข้าห้ำหั่นกัน ฝ่ายที่จะเจ็บตัวมากที่สุดน่าจะเป็นฝั่ง “โลกตะวันตก” ไม่ใช่ฝั่ง “รัสเซีย”
เนื่องจากรัสเซียมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะสร้างผลกระทบกระเทือนต่อมหาอำนาจตะวันตกมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกุมอำนาจด้าน “พลังงานก๊าซธรรมชาติ” เอาไว้อยู่ในมือ
เพราะปัจจุบันหลายประเทศในภูมิภาคยุโรปต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานผ่านทางท่อส่งมาจากรัสเซียเป็นจำนวนมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมดของทั้งทวีป
ดังนั้น หากโลกตะวันตกรวมหัวกันใช้มาตรการคว่ำบาตรเล่นงานรัสเซียจากการเข้าไปยุ่งในวิกฤตยูเครนขึ้นมา ฝ่ายโลกตะวันตก โดยเฉพาะยุโรปเองก็น่าจะเป็นฝ่ายเจ็บตัวหนักกว่าใครเพื่อน ถ้าเกิดว่ารัสเซียใช้เครื่องมือด้านพลังงานก๊าซที่มีอยู่ตอบโต้กลับ
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ปัจจุบันท่าทีของยุโรปจึงยังคงลังเลต่อการออกมาตำหนิหรือลงโทษรัสเซียจากการใช้กองกำลังเข้าแทรกแซงในแหลมไครเมียของยูเครน ทั้งๆ ที่สหรัฐเพียรพยายามร้องขอให้เหล่าชาติยุโรปร่วมมือกันแสดงจุดยืนคัดค้านรัสเซียแล้วก็ตาม
ทำให้คาดว่า เมื่อสหรัฐขาดแรงหนุนและความร่วมมือจากชาติในยุโรปต่อการลงโทษคว่ำบาตรรัฐบาลหมีขาวไป จะทำให้พลังการลงโทษและโดดเดี่ยวรัสเซียจากประชาคมโลกต้องอ่อนปวกเปียกลงอย่างแน่นอน
ดังนั้น การเลือกเผชิญหน้ากับรัสเซียด้วยการลงโทษรัสเซียตามที่สหรัฐร้องป่าวประกาศอยู่ จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดนักสำหรับยุโรป โดยเฉพาะเมื่อยุโรปเองก็เพิ่งจะฟื้นตัวจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนมาได้ไม่นานนัก
นอกจากนี้แล้ว ยิ่งเมื่อตัวของสหรัฐเองไม่ค่อยกล้าจะเผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง โดยดูได้จากแถลงการณ์ล่าสุดที่ทำเนียบขาวเลี่ยงพูดถึงการเผชิญหน้าทางทหารกับเครมลินอย่างตรงไปตรงมา ก็เป็นเครื่องบ่งชี้แล้วว่าสหรัฐเองในขณะนี้ก็ไม่อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งอะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ปัจจุบันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศยังไม่เข้มแข็ง
ดังนั้น การออกไปทำศึกสงครามในต่างแดนจึงไม่คุ้มค่า และยิ่งเมื่อบวกกับกระแสความเห็นของสาธารณชนชาวอเมริกันที่ไม่เอาด้วยกับการให้รัฐบาลเข้าไปมีบทบาทนำในการแก้วิกฤตความขัดแย้งในต่างแดนมีเป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้จุดยืนของสหรัฐต่อการมุ่งคว่ำบาตรรัสเซียขาดความแข็งแกร่งลงไปมาก
ทั้งนี้ ผลสำรวจโดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์และซีบีเอสโพลล์ เผยว่า มีคนที่ไม่เอาด้วยกับการนำประเทศไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในต่างแดน โดยเฉพาะในยูเครน มีสูงถึง 62%
ขณะเดียวกัน เมื่อมองถึงเครื่องมือที่สหรัฐจะนำไปใช้บีบรัสเซียเพื่อกดดันและลงโทษที่หาญกล้าส่งกำลังทหารเข้าไปในยูเครนแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าไม่ได้ระคายผิวอะไร “รัสเซีย” มากนัก
เนื่องจากไพ่ที่สหรัฐมีอยู่ในมือในขณะนี้ คือ 1) การเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ จี8 ที่เมืองโซชิ ซึ่งรัสเซียจะเป็นเจ้าภาพในเดือน มิ.ย.นี้ และ 2) การหารือข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย ระหว่างสองผู้นำสองชาติที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ โดยทั้งสองเงื่อนไขนี้ ผู้นำสหรัฐอาจนำไปผูกเป็นเงื่อนไขเพื่อขู่ให้รัสเซียต้องทำตาม
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับรัฐบาลแดนหมีขาวเลย และตัวของ ปูติน เองน่าจะไตร่ตรองมาดีแล้วว่ายินดีจะยอมแลกกับผลประโยชน์ที่ได้มาเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังจะเสียลูกน้องคนสำคัญอย่าง “ยูเครน” ให้ไปอยู่ในอ้อมอกของฝั่งชาติตะวันตก
ในทางกลับกัน กลายเป็นฝั่งรัสเซียเองมากกว่าที่น่าจะเป็นฝ่ายที่จะทำให้สหรัฐต้องเจ็บปวดรวดร้าวมากกว่า เนื่องจากตลอด 23 ปีที่ผ่านมา สหรัฐต้องพึ่งพารัสเซียในการช่วยเบิกทางการเจรจาทางการทูตกับบรรดาประเทศที่เป็นโจทก์ของสหรัฐให้ยอมนั่งลงพูดคุยกับรัฐบาลวอชิงตัน ทั้งการบรรลุผลการเจรจาจำกัดการพัฒนานิวเคลียร์กับอิหร่าน หรือการเจรจาสันติภาพและหยุดยิงในซีเรีย
ดังนั้น การสร้างเรื่องบาดหมางกับ “รัสเซีย” ด้วยการลงโทษคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจต่อรัสเซีย จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ฉลาดอย่างแน่นอนสำหรับ “สหรัฐ”
ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมา สหรัฐเคยมีบทเรียนมาแล้วจากความล้มเหลวในการกดดันรัสเซียในทางการทูต โดยในปี 1980 เมื่อสมัยประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้บอยคอตการส่งนักกีฬาเข้าร่วมมหกรรมโอลิมปิกที่รัสเซีย หลังจากไม่พอใจที่รัสเซียส่งกำลังบุกอัฟกานิสถาน ทว่าในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถทำอะไรหรือเปลี่ยนจุดยืนรัฐบาลรัสเซียได้
ขณะที่ในปี 2008 สหรัฐก็ต้องล้มเหลวต่อการใช้พลังนานาชาติในการกดดันต่อการใช้กำลังทหารของรัสเซีย เข้าแทรกและรุกรานในกรณีวิกฤตในจอร์เจียต่อความขัดแย้งบนดินแดนเซาท์ออสเซเทีย
จึงนับเป็นบทเรียนและสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดแล้วว่าในนาทีนี้พลังของโลกตะวันตกนั้น ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะงัดกับพลังมหาศาลของหมีขาวจากรัสเซียได้







