
บทเรียนจากยูเครน (ตอนจบ)
หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วผมได้ปูพื้นให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจถึงสาเหตุความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในยูเครนไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ผมขอเสนอบทเรียนจากความขัดแย้งในยูเครนต่อไปนะครับ
หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วผมได้ปูพื้นให้ท่านผู้อ่านทำความเข้าใจถึงสาเหตุความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในยูเครนไปแล้ว ในสัปดาห์นี้ผมขอเสนอบทเรียนจากความขัดแย้งในยูเครนต่อไปนะครับ
โดยบทเรียนจากเหตุการณ์การประท้วงในยูเครนจนทำให้ประเทศต้องอยู่ในสภาวะมิคสัญญีและยังไม่รู้ว่าจะจบลงแบบใด ที่แน่ชัดแบ่งออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1) ปัญหารากเหง้าที่เกิดจากความขัดแย้งทั้งด้านความคิดและด้านวัฒนธรรมระหว่างประชาชนในภาคตะวันตกกับประชาชนในภาคตะวันออกของยูเครนที่ไม่ได้รับการแก้ไขและเอาใจใส่มาเป็นระยะเวลาอันยาวนานจนทำให้ประเทศขาดความเป็นเอกภาพทางการเมือง
2) ปัญหาการได้ผู้นำที่นิยมอำนาจและเอาแต่ผลประโยชน์เข้าพวกพ้องตนเองจนกลายเป็นการทุจริตที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศจนทำให้ประชาชนในประเทศไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป จนต้องลุกขึ้นมาประท้วงและขับไล่ผู้นำ
ยูเครนได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศในโลกที่มีการคอร์รัปชั่นมากที่สุดจนลามปามกลายเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจให้แก่ประเทศของตนเอง
3) จากการขาดเอกภาพทางการเมืองและความขัดแย้งในยูเครนเป็นเหตุให้ยูเครนถูกแทรกแซงจากประเทศภายนอกได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการทำข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็ต้องอาศัยผู้แทนจากประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และสวีเดน เข้ามาเป็นคนกลาง กล่าวง่ายๆ คือ ยูเครนไม่สามารถเดินหน้าทางการเมืองด้วยตนเองได้ และอยู่ในสภาวะที่ขาดอธิปไตยทางการเมืองจนกลายเป็นประเทศที่เปรียบเหมือนสนามแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตกกับรัสเซีย
4) ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝังตัวมานานและกลายเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อต่อจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ถึงแม้ว่าล่าสุดรัสเซียจะเสนอให้เงินกู้สูงถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลปฏิเสธและกำลังจะหันมาบอกรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จากกลุ่มประเทศตะวันตกแทน
5) การประท้วงในยูเครนคราวนี้มีเป้าหมายหลักคือ ต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ทั้งด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจเหมือนการเรียกร้องที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และการใช้กำลังเข้าสลายการประท้วงรังแต่จะทำให้การประท้วงขยายวงกว้างและเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ยูเครนนับเป็นหนึ่งในประเทศที่ดำเนินนโยบายผิดพลาดด้วยการปล่อยความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มในประเทศให้คาราคาซัง จนกระทั่งกลายเป็นจุดอ่อนให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงได้ ซ้ำร้ายยังมีนักการเมืองอำนาจนิยมที่เห็นแต่ผลประโยชน์ของพวกพ้องจนการทุจริตระบาดจนกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







