posttoday
การเมืองยื้อ ฉุดเศรษฐกิจ

การเมืองยื้อ ฉุดเศรษฐกิจ

03 มีนาคม 2557

พชรพจน์ นันทรามาศ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2557 มีศักยภาพขยายตัวได้ราว 2.4% โดยความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงสำคัญ

พชรพจน์ นันทรามาศ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2557 มีศักยภาพขยายตัวได้ราว 2.4% โดยความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงสำคัญ

ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2556 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ยังไม่น่าจะมีรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารงานอย่างเต็มที่จนถึงต้นไตรมาส 3 ของปี ซึ่งส่งผลให้โอกาสที่เศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะขยายตัวได้มากกว่าปี 2556 ที่ระดับ 2.9% มีค่อนข้างน้อย แม้ว่าการส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ดีราว 5% แต่ปัจจัยสนับสนุนอื่นอันได้แก่ การท่องเที่ยว และความต้องการในประเทศมีแนวโน้มอ่อนแอ

รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งขยายตัวได้เฉลี่ยราว 25% ต่อปี ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มขยายตัวน้อยลงเหลือเพียงไม่ถึง 10% ในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานในภาคธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และค้าส่งและค้าปลีกมีรายได้ลดลง เพราะนายจ้างอาจต้องปรับลดค่าใช้จ่ายโดยการลดชั่วโมงการทำงาน ลดเงินเดือน หรือแม้กระทั่งปรับลดคนงาน ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลลบมายังการบริโภคของครัวเรือน

ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยทางด้านรายได้แล้ว การบริโภคในปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ที่น่าจะลดลงราว 40% ในช่วงครึ่งปีแรกหลังจากนโยบายรถคันแรกสิ้นสุดลง โดยรวมแล้วอีไอซีประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2557 จะขยายตัวได้ราว 0.8% เท่านั้น การบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาความต้องการในประเทศเป็นหลัก เช่น การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว

สำหรับการลงทุนนั้น ธุรกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอการลงทุนไปจนกว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยการลงทุนในปีนี้จะเติบโตได้ราว 2.2% ซึ่งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตในอดีต

ไทยไม่น่าจะเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงเหมือนประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และตุรกี

อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศถูกกดดันจากภาวะเงินทุนไหลออกในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี อีไอซี ประเมินว่าโอกาสที่ไทยจะพบกับแรงกดดันเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศเหล่านั้นน่าจะไม่สูงนัก

เนื่องจากเรามีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าอย่างชัดเจนอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก เงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างมีเสถียรภาพราว 23% ในขณะที่บางประเทศที่เกิดปัญหามีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 7% อย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่สูงทำให้นักลงทุนไม่อยากถือครองเงินสกุลเหล่านั้น เพราะอำนาจซื้อของสกุลเงินท้องถิ่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ประการที่สอง ไทยไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังเหมือนบางประเทศที่เกิดปัญหา การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง คือ การที่ประเทศต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากต่างประเทศเพื่อซื้อสินค้านำเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการกู้ยืมดังกล่าวมีแนวโน้มแพงขึ้นในภาวะที่สภาพคล่องของโลกมีแนวโน้มลดลง

ในปี 2557 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่า ปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงแข็งแกร่งอยู่ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 2.2% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำราว 1.3% จากความต้องการในประเทศที่อ่อนแอ

ทั้งนี้ การประเมินเงินเฟ้อมีสมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ราว 33.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดอีไอซีประเมินว่า จะกลับมาเกินดุลราว 0.5% ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หลังจากที่หดตัว 0.6% ต่อจีดีพีในปีที่ผ่านมา

ด้วยความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินในระดับต่ำ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สามารถลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของภาคเอกชนในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังอ่อนแอ

หนี้ครัวเรือนที่เคยเร่งตัวในช่วงต้นปี 2556 เริ่มขยายตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นผลมาจากธนาคารพาณิชย์เข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่ออุปโภคบริโภคตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา และจากการที่นโยบายรถคันแรกสิ้นสุดลง ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงนี้ไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด และไปกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนมีการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว อีไอซีจึงมองว่า กนง.น่าจะสามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงินของครัวเรือนและธุรกิจในภาวะที่รายได้มีแนวโน้มขยายตัวได้น้อย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยประเมินว่า กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมในเดือน มี.ค. และอีกครั้งภายในครึ่งปีแรก โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1.75% ในปี 2557

ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกในระยะสั้น คือ เศรษฐกิจจีนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของจีน (HSBC/Markit’s China Flash Manufacturing PMI) ซึ่งเป็นเครื่องชี้วัดภาคการผลิตในเดือน ก.พ. ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีในหมวดย่อยที่สำคัญซึ่งรวมถึงดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ในสินค้าส่งออก (New Export Orders) ปรับลดลงเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 3 ประเทศ หรือ G3 (สหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป) ยังไม่ส่งผลมายังความต้องการสินค้าจีนมากนัก ทั้งนี้ภาคอุตสาหกรรมของจีนที่ชะลอลงจะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยซึ่งเป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิต

นอกจากนี้ ต้องจับตาดูว่าการปฏิรูปของรัฐบาลจีนที่จะลดการลงทุนและการกู้ยืมนอกระบบ (Shadow Banking) จะส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนมากน้อยขนาดไหน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ