
ผู้นำแบบโพธิกุมาร
ช่วงสถานการณ์การเมืองของไทยเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าคนไทยทั้งหลาย
ช่วงสถานการณ์การเมืองของไทยเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่าคนไทยทั้งหลายคงได้เห็นจะบุคลิก บทบาท การแสดงความคิดความเห็น การกระทำของผู้นำทั้งหลายบรรดามี
ไม่ว่า ผู้นำประเทศ ผู้นำเหล่าทัพ ผู้นำตำรวจ ผู้นำในองค์กรต่างๆ หรือแม้แต่ผู้นำของมวลมหาประชาชน กปปส. อย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่แสดงความเป็นผู้นำที่น่าชื่นชมเมื่อประกาศยุบรวมเวทีชุมนุม กปปส.หลัก เหลือเวทีเดียว คือ ที่สวนลุมพินี โดยจะย้ายเวทีเข้าไปอยู่ภายในสวนลุมพินีด้วย เป็นการคืนพื้นที่ให้กับชาวกรุงเทพฯ
คงเหลือแต่เวทีมัฆวานฯ ของกองทัพธรรม และที่แจ้งวัฒนะของพระสุวิทย์ หรือพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โดยเฉพาะที่แจ้งวัฒนะที่ผู้นำประกาศชัดไม่ยุบไม่เลิกไม่ถอน...
ก็เรื่องของพระ (นะ) จะทำในสิ่งที่ไม่ใช่กิจและหน้าที่ของพระก็ทำไปเถิดท่านเอ๋ย แต่อยากจะพูดถึงบทบาทของผู้นำคนหนึ่ง คนนี้ดีจริง เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ชื่อ “โพธิกุมาร” เกิดในตระกูลพราหมณ์ที่ยิ่งใหญ่ มีทรัพย์มหาศาล ในแคว้นกาสี รอบรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ พ่อแม่ส่งไปเรียนที่สำนักตักศิลา ต่อมาเกิดเบื่อหน่ายจึงออกบวชไปอยู่ป่าหิมพานต์ แต่ถึงฤดูฝนก็ออกจากป่าเที่ยวจาริกมาเรื่อยๆ ถึงกรุงพาราณสี
พระราชาทอดพระเนตรแล้วทรงเลื่อมใสในปฏิปทา จึงนิมนต์ให้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานและทรงปฏิสันถารด้วยภัตตาหารอย่างดี ถึงขั้นให้นั่งบนราชอาสน์เวลาจะฉันเป็นเวลานานถึง 12 ปี กระนั้นพระโพธิสัตว์ก็นึกถึงทุกข์ภัยแต่ราชสำนักที่จะเกิดขึ้นกับตนไว้เสมอ จึงมองหาใครสักคนที่จะช่วยบำบัดทุกข์ภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนในวันหน้า ได้เหลือบเห็นสุนัขสีเหลืองตัวโปรดของพระราชา จึงหยิบก้อนข้าวให้มันกิน
ตลอด 12 ปี พระราชามีอำมาตย์ให้คำปรึกษาราชการ 5 คน ทั้ง 5 คนนี้ยังได้รับแต่งตั้งให้วินิจฉัยพิพากษาคดีความด้วย แต่ว่าทุกคนจะรับสินบนในการตัดสินคดีทุกครั้ง โดยเฉพาะสินบนจากฝ่ายที่ทำผิด
แล้ววันหนึ่งชายคนหนึ่งแพ้คดีเพราะถูกโกง พอเห็นพระโพธิสัตว์ก็เข้าไปไหว้พลางรำพันให้ฟังว่าแพ้คดีเพราะการตัดสินไม่เป็นธรรม ด้วยความสงสารท่านจึงไปโรงวินิจฉัยคดี (ศาล) แล้วตัดสินคดีไปตามผิดถูกคืนความเป็นธรรมให้กับหนุ่มคนนั้น ประชาชนที่รับรู้เรื่องนี้ก็ต่างสาธุการไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจที่เกิดการตัดสินที่เป็นธรรมขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา
พระราชาทราบเรื่องก็ขอให้ท่านเป็นคนตัดสินคดี แต่ท่านว่า “ไม่ใช่กิจ” ของท่าน แต่ที่ทำเพราะสงสารหนุ่มคนนั้น แต่ก็ถูกพระราชาทรงขอให้ตัดสินวันละ 34 คดี ก็ได้ ท่านจึงรับสนอง แต่นั้นมาการตัดสินคดีก็เป็นไปด้วยความเป็นธรรม แต่ก็สร้างความเดือดร้อน 5 อำมาตย์ที่ขาดรายได้จนเกิดการยุยงพระราชาว่า พระโพธิสัตว์อยากเป็นใหญ่ เพราะเวลาไปไหนก็มีประชาชนติดตามห้อมล้อม
ยุยงบ่อยๆ จนประมุขหลงเชื่อสั่งให้ 5 อำมาตย์วางแผนฆ่าให้ซุ่มอยู่ข้างทางที่พระโพธิสัตว์จะเดินทางมาจากพระราชอุทยานมาที่วัง
ตกคืนพระราชานอนไม่หลับ แต่ไม่ตรัสอะไรกับอัครมเหสี จนอัครมเหสีถามก็ตรัสว่า ได้สั่งให้อำมาตย์ฆ่าโพธิปริพพาชก ปรากฏว่าช่วงที่ตรัสกับอัครมเหสีนั้น สุนัขตัวโปรดได้ยินเรื่องนั้นทั้งหมด จึงคิดจะช่วยพระโพธิสัตว์ให้พ้นภัย เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปนอนขวางประตู พอพระโพธิสัตว์มาก็อ้าปากแยกเขี้ยวร้องขึ้นด้วยเสียงดังว่า
“พระเจ้าแผ่นดินของพวกเราทรงให้ห้าอำมาตย์ซุ่มฆ่าท่าน เพราะฉะนั้นท่านอย่ามารับเอาความตายไว้ที่หน้าผากเลย จงรีบกลับไปเสียโดยเร็วเถิด”
พระโพธิสัตว์รู้ความหมายที่สุนัขส่งสำเนียง จึงถอยกลับมุงตรงอุทยานเพื่อถือเอาบริขารเตรียมหนีจากที่นั่น ฝ่ายพระราชาทรงรู้เห็นทุกอย่าง จึงเสด็จไปสู่อุทยานทันทีเพื่อตรัสถาม แต่ถูกพระโพธิสัตว์ถามว่า ทำไมถึงสั่งให้อำมาตย์มาซุ่มฆ่าท่าน ทรงได้ยินถึงทรงอึ้ง พร้อมทูลต่อว่า ตลอด 12 ปี ไม่เคยคิดคดทรยศ ทรงได้ยินแล้วรู้สึกผิดจึงขอให้อยู่ แต่พระโพธิสัตว์ขอไม่อยู่ในราชสำนักอีกต่อไป
ต่อมาอำมาตย์ได้ใส่ร้ายอีกว่า พระโพธิสัตว์นั้นยังแอบติดต่อกับอัครมเหสีจนพระราชาทรงหลงเชื่อ รับสั่งให้ฆ่าพระราชินีคู่ชีวิตอีก จนพระโอรสทั้งสี่ทนไม่ได้ถึงกลับคิดการฆ่าพระราชบิดา
ซึ่งข่าวลือนี้ไปถึงหูพระโพธิสัตว์ และทนไม่ได้เกรงว่าลูกจะฆ่าพ่อเป็นบาปหนัก ประกอบกับคิดจะช่วยชีวิตพระราชาด้วย จึงเดินทางไปสอนและตักเตือนพระราชโอรสให้หยุดกระทำการในปิตุฆาตกรรม
และเป็นผลสำเร็จ เมื่อพระโอรสทรงเชื่อตามที่สอนและตักเตือนของพระโพธิสัตว์ แต่สำหรับในการจัดการพระราชาผู้ทรงพระกรรณเบา จะขอเล่าต่อสัปดาห์หน้า
แต่จะเห็นว่าพระโพธิสัตว์นั้นได้แสดงภาวะของความเป็นผู้นำหลายอย่าง อาทิ ความเมตตา ความกรุณา การแนะนำในทางที่ถูกที่ควร การให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก







