posttoday
ถ้าฉันชั่วก็เพราะรักชาติมาก

ถ้าฉันชั่วก็เพราะรักชาติมาก

02 มีนาคม 2557

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ตัดสินใจยุติยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” แล้ว

โดย...ทีมข่าวการเมือง

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ตัดสินใจยุติยุทธการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” แล้ว แต่ ณ วันนี้ เวที “แจ้งวัฒนะ” ยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม ภายใต้การดูแลของการ์ดมืออาชีพ เฝ้าระวังทุกฝีก้าวของทุกคนที่ผ่านเข้าออก ท่ามกลางวงล้อมเขต “สีแดง” อันมีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าของพื้นที่

“โพสต์ทูเดย์” มีนัดกับ “พระพุทธะอิสระ” เจ้าอาวาสวัด อ้อน้อย จ.นครปฐม รับบทเป็นแกนนำเวทีแจ้งวัฒนะตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา และถือว่าสร้างสีสันจากยุทธวิธีการเคลื่อนไหวที่แปลกแหวกแนว ต่างจากคนอื่น

ในวันที่สังคมเรียกหา “การเจรจา” ระหว่างสองฝ่าย หลังอุณหภูมิความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เขาผู้นี้ก็เดินออกจากเวที เพื่อเข้าสู่เวทีการเจรจาร่วมกับตัวแทนรัฐบาล

แต่ในมุมมองของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ภาพของพระพุทธะอิสระถูกวิจารณ์มากมาย จากการปรากฏตัวของกองกำลังนักรบ ป๊อปคอร์นพร้อมอาวุธหนักที่ยิงต่อสู้กับฝ่ายเสื้อแดงที่หลักสี่ ภาพของพระภิกษุผู้นี้นับเงินหลักแสนบาท หลังขอค่าเสียเวลาคืนจากผู้จัดการโรงแรมเอสซีปาร์ค ขณะที่วันต่อมาพระพุทธะอิสระก็เคลื่อนขบวนไปปิดสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ทุกข้อเคลือบแคลง พระพุทธะอิสระชี้แจงกับเรารวมถึงบทบาทของพระที่ข้ามแดนเป็นแกนนำขับไล่รัฐบาล

เช้านี้ “พระพุทธะอิสระ” ยังคงมีภารกิจรัดตัวตามปกติ หลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบพื้นที่ชุมนุมแล้ว พระพุทธะอิสระยังต้องให้สัมภาษณ์สื่อและกำหนดทิศทางความเคลื่อนไหวในวันต่อไป สถานที่ทำงานประจำของพระพุทธะอิสระคือภายในร้านขาย “บ้านเรือนไทย” ซึ่งหากใครใช้ถนนแจ้งวัฒนะเป็นประจำก็จะสังเกตเห็นร้านนี้อยู่ติดรั้วกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 ตรงข้ามกรมการกงสุล

จนถึงขณะนี้ พระพุทธะอิสระยังยืนยันคำเดิมว่า เวที แจ้งวัฒนะยังคงอยู่ต่อไป แม้ สุเทพ จะตัดสินใจยุบเวทีปทุมวัน ราชประสงค์ อโศกฯ ไปรวมกับเวทีสีลมแล้วก็ตาม รวมถึงจะปักหลักสู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ สู้จนตาย!

พระพุทธะอิสระ บอกว่า สุเทพ ไม่เคยขอให้ยุบเวที เพียงแค่เปรยมาตลอดว่า หากไม่ไหวและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจากการชุมนุม ก็สามารถไปรวมเวทีกับ กปปส.จุดอื่นได้

“ฉันมองว่าฉันไม่ได้อันตรายอะไร ฉันว่าเวทีนี้ยังอยู่ได้ พี่น้องเขาก็ไม่ยอมไป วันนี้ถ้าไปรวม ป่านนี้ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนแรกให้ไปรวมอยู่ที่ห้าแยกลาดพร้าว วันนี้ยุบไปแล้ว ฉันต้องยุบตามเขาไปด้วยอีกมั้ย กระเซอะกระเซิงเป็นเขมรแตกทัพ เราว่าเราอยู่ของเราตรงนี้ เราก็พอจะรักษาตัวได้” พระพุทธะอิสระชี้แจงถึงเหตุผลที่ยังปักหลักต่อไป

พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า ที่ยังตั้งเวทีอยู่ขณะนี้ ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกับ สุเทพ หรือแกนนำคนอื่นๆ และยังต่อสายหากันทุกวัน และคุยกันวันละหลายสิบนาทีด้วยซ้ำ โดยยืนยันว่า เป้าหมายยังคงมุ่งสู่การปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน เพียงแต่ ยุทธวิธีอาจแตกต่างกัน

“ยุทธวิธีของฉันคือต้องเห็นเป้าชัดเจน เห็นผลชัดเจน เป็นเนื้อเป็นหนัง จับต้องได้ ไม่ใช่ไปแล้วไปยืนด่า ไปพูดกับอากาศ อย่างที่เอสซีปาร์ค เราโจมตีธุรกิจตระกูลชินชัดเจน ส่วนที่วอยซ์ทีวีที่ไปก็ต้องการทำให้สื่อได้รับรู้ว่าหน้าที่ที่ควรจะทำ ต้องรอบด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่ง วันนั้นเห็นๆ เลย ฉันอยู่ด้านหน้า ก็หาว่าฉันไปตบทรัพย์ สื่อนำเสนอด้านเดียว ด้านที่เป็นประโยชน์กับพวกพ้องตัวเองเท่านั้น ไอ้ที่ไปลงว่าชาวนาเป็นตัวปลอม ชาวนาไปรับจ้างหากิน ก็ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน”

“นี่คือสาเหตุที่คนมาร่วมชุมนุมเวทีนี้ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าที่นี่มันก้าวหน้า เป็นรูปธรรมจับต้องได้ทุกวัน ที่นี่ไม่พายเรือวนในอ่าง ซึ่งก็จะพูดส่งสัญญาณไปทุกเวทีเสมอว่าอย่ามานั่งด่ากันอยู่เลย เพราะด่ามา 3 เดือนแล้วก็ยังไม่ชนะ ทำไมไม่พูดว่าวันนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะทำอะไร แล้วหาทางออกอย่างไร ก้าวต่อไปอย่างไร” พระพุทธะอิสระ ชี้แจง

ไม่เคยต่อสายผู้นำเหล่าทัพ

หากจำกันได้ ภาพการปะทะกันของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายและคนเสื้อแดงกลุ่ม “โกตี๋” ที่แยกหลักสี่ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.นั้นเป็นประจักษ์พยานแรกว่าฝ่าย กปปส.มีอาวุธสงครามพร้อมตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามหากเข้ามาใช้ความรุนแรง จนเป็นภาพปรากฏออกไปทั่วโลกเมื่อมือปืนใช้ถุงยี่ห้อ “Popcorn Kolk” ยิงใส่ฝั่งตรงข้ามจนแตกกระเจิงจนกล่าวขานต่อมาว่า “นักรบป๊อปคอร์น” มาช่วยพระพุทธะอิสระ

พระพุทธะอิสระเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า กองกำลังป๊อปคอร์นไม่ใช่ของหลวงปู่และไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการใช้อาวุธหนักกระหน่ำยิงขนาดนั้น

“คืนก่อนหน้านั้นผู้บังคับการจังหวัดนนทบุรีมาคุยกับฉัน ท่าน ผบ.ราบ 11 (พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี) รวมถึงผู้อำนวยการเขตหลักสี่ มาบอกว่า หลวงปู่ครับ วันนี้มันจะมีกองกำลังของโกตี๋มาถล่ม ขอให้พี่น้องไปหลบอยู่ใต้ถุนอาคารสำนักงานเขต ฉันก็บอกว่า ฉันไม่ไปหรอก เพราะฉันเป็นห่วงการ์ด ต้องเผชิญอันตราย และถ้าเขาบุกเข้ามาได้ ในอาคารนี้มันก็ไม่เหลืออะไรเหมือนกัน ฉันก็นั่งบัญชาการอยู่ข้างหน้าละกัน ให้พี่น้องเข้าไปหลบข้างใน”

“ฉันกะจะเอาตัวเองล่อเป้าเหมือนกัน ให้โกตี๋มันยิงสักโป้งหนึ่งจะได้จบ ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ เช้าวันนั้นฉันก็โทรบอกคุณสุเทพว่าอย่าส่งใครมาช่วยนะ สุดท้ายคุณอิสสระ สมชัย กับพี่น้องเขารู้ว่าเราลำบาก ก็เลยส่งคนมาช่วย เราก็เลยอยู่ในวงล้อม”

อย่างไรก็ตาม พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า หากอยู่ในเหตุการณ์ก็คงห้ามไม่ให้มีการใช้อาวุธหนัก เพราะไม่อยากให้ใครต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม เพราะใจของหลวงปู่ คือต้องการเมตตากับทุกฝ่ายเท่าเทียมกัน

ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ซึ่งพระพุทธะอิสระยอมรับกับเราว่าต่อสายให้ลูกศิษย์ซึ่งเป็นทหารจากราบ 11 และ ปตอ.ออกมาช่วยดูแลประชาชน ทั้งที่มีคอนเนกชั่นกับทหารระดับผู้นำเหล่าทัพทั้งสามเหล่าทัพเต็มไปหมด ซึ่ง พ.อ.ทรงวิทย์ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ด้วยการส่งทหารมาเฝ้าระวังเหตุร้ายให้ และร่วมกันพาผู้ชุมนุมออกจากวงล้อมสมรภูมิที่ดุเดือดในวันนั้น

ส่วนสาเหตุที่เวทีแจ้งวัฒนะไม่เคยเกิดเหตุร้ายจนทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสเลยนั้น พระพุทธะอิสระ ยืนยันว่า ไม่ได้มาจากการมีทหารหรือมีกองกำลังพิเศษคุ้มกัน มีเพียงการ์ดที่คุมเข้มกับเวทีอื่น สำคัญคือ มี “การข่าว” จากบุคคลลึกลับที่พระพุทธะอิสระรับฟังผ่านวิทยุสื่อสารทุกนาที ซึ่งพระพุทธะอิสระยืนยันว่าการข่าวของเขาแม่นสุดๆ

หลังเกิดเหตุปะทะที่หลักสี่ใหม่ๆ มีภาพหนึ่งที่แชร์กันในโลกออนไลน์ทั่วไป คือภาพของพระพุทธะอิสระนั่งอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ซึ่งเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ถึง 4 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านการตีความว่า นักรบเหล่านี้อาจมาจากการประสานของ ผบ.ทบ.เพื่อขอให้เข้ามาช่วยก็เป็นได้

“ฉันไม่เคยต่อสายทหาร แล้วก็ไม่รับสายด้วยหากเขาต่อสายมา ฉันพูดกับคุณสุเทพว่าการปฏิรูปบ้านเมืองครั้งนี้ ไม่อยากให้ทหารมามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง อยากให้ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยน้ำมือประชาชน แล้วฉันก็จับมือกับคุณสุเทพยืนยันว่าจะไม่ให้ทหารออกมา” พระพุทธะอิสระตอบคำถามเรื่องบิ๊กสีเขียวหนุนหลัง

รูปที่ทั้ง 4 ผบ.ทบ.นั่งเรียงกันนั้น พระพุทธะอิสระ บอกว่า อันที่จริงยังถือว่าน้อย เพราะความจริงแล้วยังมีผู้นำของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ แม้กระทั่งตำรวจก็เดินทางมากราบหลวงปู่ที่วัด อ้อน้อยอยู่เสมอ โดยผู้นำเหล่าทัพส่วนใหญ่ เข้าหาหลวงปู่ตั้งแต่ยังไม่ได้ติดยศพลเอก ซึ่งหลวงปู่บอกว่า ตอนพวกเขามาก็ไม่ได้ทำ คุณไสยหรือทำพิธีอะไรให้ เพียงแต่เป็นการกราบไหว้ในพิธียก พระตามปกติ อย่างไรก็ตาม มีคำพูดติดตลกในหมู่บิ๊กๆ สีเขียวว่าใครอยากเป็นผู้บัญชาการทหารบกต้องเข้าหาหลวงปู่

“แหม พูดอย่างนั้นทำอย่างกับว่าฉันเป็นคนแต่งตั้ง (ยิ้ม) วันนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาเข้ามาหาฉันกันทำไม เพราะฉันเองไม่เคยทำคุณไสย ต่อชะตา เสริมดวง อะไรทั้งสิ้น ถ้าอยากรู้คุณต้องไปถามเขา แต่ถ้าให้เดาคงอาจเป็นเพราะฉันมีจุดยืนที่แน่วแน่ พูดคำไหนก็ทำอย่างนั้น ไม่เสแสร้ง ไม่ใส่หน้ากากเข้าหาใคร และจริงใจเสมอมั้ง” พระพุทธะอิสระเล่าให้ฟัง

ไม่เพียงแต่ผู้นำเหล่าทัพเท่านั้น แต่ตระกูลชินวัตรเองก็เคยเข้าหาพระพุทธะอิสระมาก่อน โดยเฉพาะ “บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นลูกศิษย์คนสำคัญคนหนึ่งของพระพุทธะอิสระด้วยซ้ำ

“คุณชัยสิทธิ์เขาก็เข้าไปหาฉันตั้งแต่สมัยยังเป็นพันโทอยู่ที่เขากรวด จ.ราชบุรี หลังจากนั้นเขาก็โดน พล.อ.ชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี) เตะโด่งไปอยู่ใต้เป็นสิบปี พอน้องชายเป็นใหญ่เลยเอาพี่มาดำรงตำแหน่ง คุณชัยสิทธิ์นั้นไม่ว่าใครจะว่าเขาดีเขาชั่ว เขาเจอฉันที่ไหนเขาก็กราบฉัน ตอนนั้นเจอกันที่สนามบินเชียงใหม่ เขาก็ยังมากราบเหมือนปกติ” พระพุทธะอิสระเล่าให้ฟัง

แม้การชุมนุมทางการเมืองในประวัติศาสตร์ไทยจะมีอยู่หลายครั้ง แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีพระสงฆ์ห่มผ้าเหลืองมาเป็นแกนนำคุมเวที จนกระทั่ง นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องแถลงข่าวว่า พระพุทธะอิสระทำผิดวินัยสงฆ์

“เหตุที่พระต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะศาสนจักรต้องเป็นที่พึ่งของอาณาจักร แต่คณะราษฎรมายึดอำนาจการปกครองเป็นประชาธิปไตยในปี 2475 คณะราษฎรก็ปฏิเสธการคงอยู่ของศาสนจักร เพราะศาสนจักรฉลาด ปกครองยาก ถึงขนาดบางครั้งยุคของคณะราษฎรยังยัดข้อหาให้พระพิมลธรรม เพราะศาสนจักรเข้ามาวุ่นวายในอาณาจักร บอกว่าเรื่องอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เลยโดนข้อหากบฏ เพราะฉะนั้นอาณาจักรเขาพยายามทำให้ศาสนจักรเป็นภาพงามๆ เป็นศาลพระภูมิให้นั่งไหว้อย่างเดียวไม่ต้องมาวุ่นวายอะไร” พระพุทธะอิสระอธิบายให้ฟัง

พระพุทธะอิสระ บอกอีกว่า วิธีคิดที่ว่าพระต้องห่างจากการเมืองนั้น ทำให้ศาสนจักรกลายเป็นเหมือน “กาฝาก” เพราะจะไม่สนใจสังคม เพราะไม่สนใจสุขทุกข์ของอาณาจักรไปทันที แล้วยิ่งทำให้สังคมไทยซึ่งเคยมี “บ้าน วัด โรงเรียน” เป็นเสาหลักสำคัญ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสังคมของทุนนิยม บริโภคนิยม มากขึ้น

ส่วนที่สำนักพุทธฯ ออกมาขู่นั้น พระพุทธะอิสระตอบว่า ไม่แปลกใจ เพราะขณะนี้สำนักพุทธฯ ถือเป็นเครื่องมือของทรราช ซึ่งสามารถขู่ได้ทุกคน แต่ถามว่าขู่แล้วทำได้จริง มีกฎหมายรับรอง หรือเอาผิดได้หรือไม่ ซึ่งก็เห็นชัดว่าสำนักพุทธฯ ทำอะไรไม่ได้

“ประเทศอื่นที่นับถือศาสนาพุทธเขาก็มีพระออกมา เคลื่อนไหวทางการเมืองกันหมด ไม่ว่าจะเป็นศรีลังกา พม่า เขมร ลาว ญี่ปุ่น เวียดนามก็มี มีประเทศไทยประเทศเดียวที่มีศาสนาพุทธแล้วเห็นว่าพระเป็นตัวอันตรายของอาณาจักร ทั้งที่อดีตสมัยสุโขทัยก็มีพระเป็นที่ปรึกษาในฝ่ายอาณาจักรเสมอมา แต่เราพยายามจำกัดสิทธิของพระให้อยู่ในที่แคบๆ แล้วก็บอกว่าอย่ามาวุ่นวาย มีหน้าที่สวดมนต์ ภาวนา ฉันเพล สวดผีไป ตามจตุปัจจัย มันเป็นที่พึ่งได้ไม่ครบองค์ประกอบ” พระพุทธะอิสระ ระบุ

“ฉันว่าฉันทำอย่างนี้ยังไม่ชั่วเท่ามีตังค์แล้วเลี้ยงเมียนะ ฉันบอกว่าถ้าฉันปฏิรูปสำเร็จ คนไทยทุกคนชนะ ฉันจะปฏิรูปศาสนา แล้วฉันจะยึดทรัพย์พระทั้งหมดที่รวยเกินไป เอาทุกวัดเลย เพราะพระเวลานี้บางองค์ร่ำรวยมหาศาล มีเงินหลายร้อยล้าน การไม่พูด ปล่อยให้ปลวกมันกินไส้นี่ล่ะการทำลายศาสนา มันทำลายจนกลวงไปหมด เหลือแต่โครง สุดท้ายก็ล้ม ฉันมีหน้าที่กำจัดปลวก”

ถามว่า การมีพระเป็นแกนนำจะทำให้ภาพลักษณ์ของพระเสียหรือไม่ พระพุทธะอิสระ ตอบว่า วันนี้ไม่สนใจ รวมถึงเชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ หากจะกลายเป็น ความชั่ว ก็คงจะชั่วเพราะรักชาติมากไป ให้กับคนอื่นมากเกินไป เสียสละเยอะเกินไป จนกลายเป็นความชั่วในสายตาคนอื่น

“วันก่อนมีนักข่าวมาถามว่าหลวงปู่ไปยืนนับเงินที่เอสซีปาร์คทำไม ภาพมันเสียหาย ฉันก็ถามกลับว่านับเงินมันผิดตรงไหน เรานับก็เพราะว่าเขาให้เรา ไม่ได้ให้ลูกศิษย์ ถ้าบอกว่ากลัวเสียภาพพจน์ ว่าเรารักษาตัวเองมากกว่าชีวิต แล้วประโยชน์พี่น้องล่ะ ถ้าห่วงภาพตัวเอง แล้วเราจะทำงานเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างไร”

“ฉันไม่ห่วงว่าจะเน่า ฉันไม่สนใจหรอกว่าภาพฉันจะดีไม่ดีอย่างไร ฉันสนใจว่าพี่น้องประชาชนได้รับความปลอดภัย ถ้าฉันยังรักษาภาพ ฉันก็ไม่ควรจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ถ้าแกนนำทั้งหลายยังห่วงภาพพจน์ของตัวเอง ก็แสดงว่าทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ของคนทั้งหลาย ถ้าเป็นช้างศึกสงคราม ไม่มีช้างศึกตัวไหนที่ไม่โดนธนู ไม่โดนหอก ถ้าช้างตัวนั้นขี้ขลาดแล้ววิ่งหนี ก็ไม่ชนะศึก เราต้องก้าวไปข้างหน้า ยิ่งรู้ว่าโลกก้าวไปเร็วแค่ไหน เราต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อให้ถึงเส้นชัยเร็วขึ้น”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท