
6ปัจจัยกปปส.ยุบเวที"ลดเดือดร้อน-รอศาลชี้ชะตาปู"
ควรปรับยุทธวิธีให้เหลือเวทีเดียว เพื่อแสดงออกถึงพลังของคนที่ยังมีอยู่อย่างหนักแน่น และเป็นโอกาสในการปรับระบบ ปรับเนื้อหาสาระบนเวทีให้มีมากขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การตัดสินใจยุบรวมเวทีชุมนุม กปปส. เหลือเพียงเวที “ลุมพินี” แห่งเดียวนั้น เป็นไปตามคำแนะนำของทีมยุทธศาสตร์การชุมนุมที่เสนอต่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ก.พ.
“ควรปรับยุทธวิธีให้เหลือเวทีเดียว เพื่อแสดงออกถึงพลังของคนที่ยังมีอยู่อย่างหนักแน่น และเป็นโอกาสในการปรับระบบ ปรับเนื้อหาสาระบนเวทีให้มีมากขึ้น”
นี่คือสาระสำคัญจากข้อเสนอของกลุ่มนักวิชาการแนวร่วม
ขณะนั้น “สุเทพ” เพียงรับฟัง แต่ไม่มีท่าทีว่าจะคล้อยตามหรือตอบสนองใดๆ
กระทั่งเข้าสู่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ตัวของ “สุเทพ” เองเป็นผู้นำข้อเสนอ “ยุบเวที” เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมแกนนำ กปปส. ด้วยเห็นว่าตลอดระยะเวลาการจัดชุมนุมเกิดข้อจำกัดหลายด้านในการบริหารงานทั้ง 5 เวที
ประกอบด้วย 1.วิทยากรไม่เพียงพอต่อการหมุนเวียน 2.จำนวนมวลชนลดลงและกระจัดกระจาย 3.กระทบงบประมาณและรายจ่ายการบริหารจัดการ 4.การยกระดับกดดันรัฐบาลถึงขั้นสูงสุดแล้ว มีจำนวนเวทีมากต่อไปไม่เกิดประโยชน์ 5.ภาคธุรกิจที่สนับสนุน กปปส. ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่สีลม ราชประสงค์ ปทุมวัน อโศก ต่างได้รับผลกระทบและเริ่มมีเสียงสะท้อนกลับมา 6.ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยได้อย่างทั่วถึง
ที่สำคัญเพื่อรักษาน้ำใจแนวร่วมคนกรุงเทพฯ ซึ่งให้การสนับสนุนการชุมนุมและบริจาคเงินช่วยเหลือมาต่อเนื่องจะได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนเป็นเวลานาน ซึ่งหาก กปปส.ยังดันทุรังชัตดาวน์ต่อไป เป็นไปได้ว่า “มวลชนจะกินตัว”เรื่อยๆ
วันดังกล่าวที่ประชุมแกนนำ กปปส.ประเมินสถานการณ์ว่า แม้ทหารกับข้าราชการจะแสดงจุดยืนร่วมกับ กปปส.อย่างชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ และแม้ว่ารัฐบาลจะตกอยู่ในสภาพที่ยากลำบากมากขึ้น แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เริ่มร้องเพลงมาร์ช กปปส.คล่องแคล่ว จึงสู้ไม่ถอยเช่นกัน รัฐบาลจึงยังจะอยู่ในอำนาจต่อไป
สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวกลุ่มทุนทั้งฝ่ายสนับสนุน กปปส. และสนับสนุนรัฐบาล ประมาณ 14 คน ได้ร่วมหารือถึงผลกระทบจากการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ยืดเยื้อ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และได้มอบหมายให้ต่างฝ่ายต่างไปพูดคุยกับคู่กรณี เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจไม่ให้ขยายวงไปมากกว่านี้ ไม่ว่ายอดขายและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มบริหารพื้นที่ค้าขาย และอื่นๆ ไม่ให้กระอักเลือดดังที่เป็นอยู่มากนัก
จากปัจจัยเศรษฐกิจและความเดือดร้อนคนกรุงเทพฯ กปปส.จึงตัดสินใจปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ โดยนับเอาวันที่ 3 มี.ค.เป็นการเริ่มต้นซึ่งเข้าสู่ช่วง “รอกระบวนการศาล” เนื่องจากวันที่ 3 มี.ค.นี้ จะครบ 30 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อจัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
กรณีนี้ กปปส.มีความหวังว่า สว.จะไปยื่นตีความให้รัฐบาลชุดปัจจุบันสิ้นสภาพลง เพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามรัฐธรรมนูญกำหนด นอกจากนี้ยังมีหลายคดีที่ยิ่งลักษณ์และคนในรัฐบาลอาจจะถูกสอยภายในเดือน มี.ค.นี้ด้วย
ด้วยข้อจำกัดข้างต้น วิเคราะห์สถานการณ์แล้วที่ประชุมแกนนำ กปปส.จึงเห็นตรงกันในบ่ายวันที่ 28 ก.พ. และให้สุเทพขึ้นประกาศ “ยุบเวที” ในการปราศรัยช่วงค่ำ
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมแกนนำ กปปส.ยังมีข้อกังวลว่ามวลชนจะเข้าใจผิดว่าแกนนำยอมแพ้ จึงต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้หรืออ่อนแรง แต่เป็นการออมแรงไว้เพื่อเปิดเกมรุกครั้งใหม่หลังจากศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินคดีใดคดีหนึ่ง โดยระหว่างนี้จึงจะใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วกดดันยิ่งลักษณ์ กดดันธุรกิจเครือชินวัตร และปิดหน่วยงานราชการต่อไปอย่างเข้มข้น







